นิสัยแปลกประหลาดของชนชาติอังกฤษ

british manners

ลองเช็คตัวเองกันดูหน่อยว่าเราเคยมีพฤติกรรมแบบนี้กันบ้างหรือเปล่า เช่น กล่าวคําว่าขอโทษเสียเองเมื่อมีคนเดินมาชน เกลียดการโดนแซงคิวแต่ก็ทําได้แค่ถอนหายใจดังๆ กลัวการโดนชวนคุยบนเครื่องบิน ไม่เอนเบาะที่นั่งเพราะเกรงใจคนข้างหลัง ไม่รู้สึกอยากพูดคุยกับช่างทําผมหรือคนขับแท็กซี่ ทําเป็นไม่เห็นคนรู้จักเพราะไม่รู้จะคุยอะไร ไม่ชอบเข้าห้องน้ำบ้านคนอื่น ชวนคนที่มาบ้านกินข้าวด้วยกันเพื่อให้เขาตอบปฏิเสธ ทําตัวไม่ถูกเมื่อต้องเปิดของขวัญต่อหน้าคนให้ แกล้งทําเป็นเข้าใจเรื่องที่คนอื่นพูดเพราะไม่กล้าบอก ให้ความสําคัญกับชุมชนแต่ไม่เคยพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ตอบพนักวานเสิร์ฟว่าอาหารอร่อยมากแม้จะทานไม่ลง นั่งแก้ไขข้อความอยู่นั่นก่อนส่ง ไม่รู้ว่าความพอดีของการใช้อิโมจิอยู่ตรงไหน

ถ้าทั้งหมดที่ว่ามาคือคุณ คุณไม่ได้มีพฤติกรรมแปลกหรือแปลกแยก คุณก็แค่เป็น ‘คนอังกฤษ’ เพียงเท่านั้น!

Very British Problems

VeryBritishProblems

มันเริ่มต้นจากบัญชีทวิตเตอร์ในชื่อ VeryBritishProblems (@Sovery British) ที่นักเขียนชาวอังกฤษ ร็อบ เทมเปิล เริ่มขึ้นเพื่อทวิตเกี่ยวกับนิสัยประหลาดๆของคนอังกฤษ มันได้รับการตอบรับอย่างดีจากชาวอังกฤษด้วยกัน ผู้ไม่เข้าใจว่าทําไมต้องทําตัวเองให้ยากตลอดเวลา

โดยความสําเร็จทําให้เนื้อหาของทวิตเตอร์นี้กลายมาเป็นหนังสือ การ์ดเกม และรายการโทรทัศน์ Very British Problems ที่แพร่ภาพทางช่อง 4 ของ สหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2015 โดยรายการ Very British Problems เป็นรายการที่เล่าเรื่องผ่านการสัมภาษณ์ผู้คนมากหน้าหลายตา รวมถึง พิธีกรชื่อดังอย่างเจมส์ คอร์เดน และโจนาธาน รอสส์ ตลอดจนนักแสดงอย่าง สตีเฟน มันแกน, ไนเจล เฮเวอร์ส, รูธ โจนส์ ฯลฯ โดยได้จูลี วอลเตอร์ส มาลงเสียงบรรยายให้

แม้จะพูดได้ยากว่ากลุ่มตัวอย่างที่เลือกมาสัมภาษณ์จะถือเป็นตัวแทนของคนอังกฤษได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือการสะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งระหว่างการเป็นสังคมผู้ดีอังกฤษ กับการเป็นสังคมที่มุ่งสู่ความเป็นปัจเจกมากกว่าประเทศอื่น คล้ายกับสังคมหัวก้าวหน้าที่ยังต้องการระเบียบวิธีปฏิบัติกํากับไว้ในทุกเรื่อง หรือไม่อย่างนั้นก็หลีกเลี่ยงมันให้หมดทุกเรื่อง เป็นความรู้สึกที่สะท้อนผ่านคําสองคําที่ใครก็ตามที่ดูรายการนี้จะได้ยินบ่อยครั้งนั่นคือคําว่า กระอักกระอ่วนงุ่มง่าม (Awkward) และคําว่า อับอาย (Embarrassed) ราวกับเด็กชายที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แปลกแยกและทําตัวไม่ถูกจนอยากเสกตัวเองให้หายไป

สิ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีมากคือคําว่า “ขอโทษ” ที่คนอังกฤษใช้ติดปากตลอดเวลา มันอาจเป็นจิตใต้สํานึกที่กังวลว่าคนอื่นจะมองว่าหยาบคาย หากเกิดอะไรขึ้นคนอังกฤษก็จะขอโทษไว้ก่อน มีสถิติบอกว่าคนอังกฤษโดยเฉลี่ยจะกล่าวคําว่าขอโทษวันละ 8 ครั้ง ทั้งขอโทษคนที่เดินมาชน ขอโทษที่ถามทาง ขอโทษที่เกิดมา เป็นต้น คนอังกฤษใช้คําว่า Sorry แทนคําว่า Excuse me แต่พอจะมีเรื่องให้ต้องขอโทษจริงๆ กลับเป็นอะไรที่กระอักกระอ่วนทั้งต่อผู้ขอโทษและผู้ที่ต้องได้ยินคําขอโทษนั้นไม่ต่างจากเวลาได้รับคําชม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนอังกฤษจะเป็นคนที่แสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งด้วย เช่นเดียวกับความสามารถในการจัดการสถานการณ์ที่พรั่งพรูไปด้วยความรู้สึก อย่างการมีคนมาร้องไห้อยู่ต่อหน้าซึ่งทําให้กระอักกระอ่วนที่สุด ด้วยความเป็นสังคมที่ดําเนินอยู่บนบรรทัดฐานและมารยาทที่สังคมกําหนดไว้ คนที่ต้องติดต่อกับคนอังกฤษจึงต้องเข้าใจด้วยว่า เวลาคนอังกฤษถามว่าเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องตอบตามจริงนักก็ได้ เพราะเขาไม่ได้อยากรู้รายละเอียด หรือหากคนอังกฤษตอบว่าดี ชีวิตอาจจะเลวร้ายอยู่ก็ได้เช่นกัน เช่นเดียวกับเวลาพูดถึงอากาศ ก็ไม่ได้หมายความว่ามีใครสนใจเรื่อง อากาศ

สรุปว่าหากอยากลองเป็นคนอังกฤษ คุณก็อาจเริ่มต้นง่ายๆด้วยคําว่า ขอโทษ แล้วก็พูดทุกอย่างตรงข้ามกับสิ่งที่คิด อย่าบอกใครว่ารู้สึกอย่างไร เพราะแม้เขาจะถาม เขาก็อาจไม่ได้ต้องการคําตอบจริงจังมากไปกว่าคําตอบแบบขอไปที แต่หากต้องการแสดงความรู้สึกให้สุดๆไปเลย ก็จงไปดูฟุตบอลกับคนอังกฤษ เพราะมันแทบจะเป็นเวลาเดียวที่พวกเขาจะปลดปล่อยความอัดอั้น กอดกับคนแปลกหน้า หรือพูดจาแบบลืมมารยาทไว้ที่บ้านได้อย่างสนิทใจ

หากจะถามว่าทําไมคนอังกฤษซึ่งผ่านยุควิกตอเรียมาเป็นร้อยปีแล้ว ยังคงติดอยู่กับมารยาทในการทําสิ่งต่างๆที่ทําให้เราต้องแปลความหมายอยู่ตลอดเวลา รายการนี้ก็พาเราไปเริ่มต้นที่โรงเรียนอันเป็นสถานที่ในการ “เปลี่ยนเด็กน่าคบอายุ 5 ขวบ ให้เป็นผู้ใหญ่อายุ 18 ที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน” หากผ่านวันแรกที่โรงเรียน อันหมายถึงการทําตัวให้เหมือนคนอื่นไปได้ เคล็ดลับของการอยู่ดีมีสุขตลอดชีวิตวัยเรียนของพวกเขาก็คือ อย่าฉลาด หรือกระตือรือร้นจนเกินเหตุ บางที พวกเขาก็อาจต้องแกล้งโง่บ้างเพื่อให้เพื่อนชอบ และหากอยากป๊อปก็จงดึงดูดความสนใจเพื่อนด้วยกีฬา ไม่ใช่การเรียน

แน่นอนว่าโรงเรียนในอังกฤษหลายแห่งยังใช้เครื่องแบบนักเรียน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการสร้างระเบียบอย่างหนึ่ง แต่ที่ตลกก็คือในวันที่เรียกว่า วันปลอดเครื่องแบบ ซึ่งอนุญาตให้ทุกคนใส่อะไรก็ได้มาโรงเรียน ก็ยังกลายเป็นเรื่องยากสําหรับนักเรียนชาวอังกฤษว่าพวกเขาควรจะใส่อะไร อย่างไร แค่ไหน เท่าไหร่ แต่โรงเรียนก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะมันคือสถานที่ที่ทําให้เด็กชาวอังกฤษได้พบกับ “เพื่อน” ซึ่งตลอดชีวิตของพวกเขาสามารถนับหัวคนที่เรียกว่าเพื่อนสนิทได้ไม่มากนัก

หากว่าด้วยสถิติ คนอเมริกันโดยเฉลี่ยจะมีเพื่อนสนิท 7 คน คนฝรั่งเศส มี 4 คน และคนอังกฤษจะมี 2 คน นอกจากเพื่อนสนิท 2 คน คนที่เหลือในชีวิตจะเป็นกลุ่มเพื่อนที่แยกแยะได้ตามกลุ่มสังคม เช่น เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนผู้ปกครอง ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเขาชอบที่จะให้มันแยกขาดจากกันอย่างชัดเจน สิ่งที่ไม่ต่างจากเด็กไทยเท่าไรนักก็คือ การแสดงออกว่ารักเพื่อนจะทําผ่านการหยอกล้อให้อับอาย และการตั้งชื่อเล่นให้ใหม่ตอนอยู่โรงเรียนคือการบอกว่าคนนั้นเป็นที่นิยม ซึ่งชื่อเล่นใหม่นี่แหละที่จะอยู่ติดตัวและถูกนํามาหยอกล้อไปชั่วชีวิต

Social Media & Friendship

Social media

อย่างไรก็ดี หลังจากมีเฟซบุ๊กอยู่ในชีวิตประจําวัน คนอังกฤษก็ไม่ต่างจากคนในประเทศอื่น ที่คําว่าเพื่อนอาจต้องได้รับการนิยามใหม่ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าคนอังกฤษไม่ชอบเทคโนโลยีใหม่นี้ เพราะหากลองนึกภาพให้ดี โลกดิจิทัลนี่เองที่ช่วยอุดช่องว่างความกระอักกระอ่วนให้คนอังกฤษได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการหมกมุ่นกับโทรศัพท์ในลิฟต์ แทนการต้องยืนนับลมหายใจตัวเองไปจนถึงการส่งข้อความแทนการพูดคุยโทรศัพท์ ซึ่งนอกจากช่วยหลีกเลี่ยงปฏิสัมพันธ์ที่มากเกินจําเป็นยังให้เวลากับการไตร่ตรองคําพูดสําหรับพวกเขาด้วย “การส่งข้อความคือรูปแบบการสื่อสารอันสมบูรณ์แบบระหว่างคนอังกฤษ” รีเบกกา ฟรอนท์ หนึ่งในนักแสดงชาวอังกฤษที่ปรากฏตัวใน รายการนี้กล่าวไว้

แน่นอนว่าคนอังกฤษส่งข้อความกันมากกว่าคนยุโรปส่วนใหญ่ และมันได้กลายเป็นวิถีทางสังคมแบบใหม่ แต่ก็อีกนั่นแหละ คนอังกฤษจะต้องมีปัญหากับมันสักอย่าง ซึ่งปัญหาที่ว่านั้นก็คือการใช้สัญลักษณ์แสดงอารมณ์ที่เรียกว่า อิโมจิ ด้วยความเป็นสังคมแห่งมารยาท ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิโมจิเป็นเครื่องมือชั้นยอดที่ทําให้การส่งข้อความไม่ฟังดูห้วนเกินไป เครื่องหมายบางอย่างสามารถใช้แทนการกล่าวคําว่าบ๊ายบายสี่รอบของพวกเขา หากว่ากันตามสถิติ คนอังกฤษราวร้อยละ 80 ใช้อิโมจิเป็นเรื่องปกติในการส่งข้อความของพวกเขา บางคนอย่างคอร์เดนใช้อิโมจิรูปจูบแทนจุดฟุลสต๊อป แต่พวกเขาก็ยังไม่วายกังวล ว่าการใช้อิโมจิของตนเองนั้นจะมากหรือน้อยเกินไป

การส่งอิโมจิรูปจูบสองอันซ้อนอาจจะมากเกินไป แต่มันจะวุ่นวายใจกว่านั้นหากส่งไปแล้วไม่ได้รับอะไรกลับมา เช่นเดียวกับเวลาส่งข้อความแล้วเห็นเครื่องหมายกะพริบที่บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายกําลังพิมพ์ตอบแต่อยู่ดีๆมันก็หายไป เป็นความสงสัยที่อาจทําให้ถึงกับนอนไม่หลับ แม้กระแส Very British Problems จะช่วยเยียวยาคนอังกฤษที่รู้สึกว่าพวกเขามีปัญหากระอักกระอ่วนกับทุกอย่าง แต่สิ่งที่พวกเขาอาจไม่รู้ก็คือ คนประเทศอื่นก็มีปัญหานี้เหมือนกัน ยกเว้นเด็กรุ่นใหม่ แม้คนอังกฤษส่วนใหญ่จะใช้อิโมจิในชีวิตประจําวัน แต่คนที่มีอายุ ระหว่าง 18-25 ปีกลับแทบไม่ใช้อิโมจินี้เลย ซึ่งก็ไม่น่าจะต่างจากคนรุ่นใหม่ในอีกหลายประเทศ บางทีมันก็อาจเป็นเพราะคนอังกฤษกังวลกับทุกอย่างไปเอง 

นิสัยความกังวลเป็นอีกเรื่องเด่นของคนอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเวลาพวกเขาออกเดินทาง ด้วยความคลั่งไคล้แสงแดดอย่างมากเพราะที่บ้านไม่ค่อยมี คนอังกฤษจึงยังคงเลือกที่จะไปใช้วันหยุดนอกประเทศ แต่การเดินทางก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายสําหรับพวกเขา หากไม่นับความกังวลว่าจะมีใครเข้ามาในบ้านตอนที่พวกเขาไม่อยู่ ความกังวลในการเดินทางก็เริ่มตั้งแต่ความคิดว่าจะตกเครื่องตั้งแต่จองตั๋ว การจัดเตรียมทุกอย่างที่มากเกินไป และไม่รู้ว่าโรงแรมที่จองไว้จะเป็นอย่างไร ไม่นับการไปสนามบินและไปรอหน้าเครื่องแต่เนิ่นๆ เพื่อจะใช้เวลาบนเครื่องบินอย่างกระอักกระอ่วน ลงจากเครื่องมาต่อแท็กซี่ด้วยความประหม่า และไม่รู้ว่าต้องเจออะไรตอนเช็กอินในโรงแรม ทุกอย่างดูยากไปหมดสําหรับคนอังกฤษ เหตุผลก็คือพวกเขาขาดความสามารถในการคอมเพลนเวลาเจออะไรแย่ๆเพราะกลัวเสียมารยาท

ไม่แปลกที่การวิจัยจะบอกว่าคนอังกฤษไม่รู้สึกผ่อนคลาย จนกว่าจะเข้าวันที่สามของการเดินทางพักผ่อน แต่พวกเขาก็ยังคงเดินทาง บางทีพวกเขาอาจเดินทางเพื่อรอเวลากลับไปพักผ่อนที่บ้านก็เป็นได้

ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านอีกแล้ว แม้การอยู่ในบ้านจะกระอักกระอ่วน ชวนอับอายเพียงใด มันก็ยังเป็นโลกที่ปลอดภัยที่สุดสําหรับทุกคนอยู่ดี

สนับสนุนโดย ufabet