หีบแห่งพันธสัญญาในคัมภีร์ไบเบิลที่หายสาบสูญ

Ark of the Covenant

กล่าวถึงเรื่องเร้นลับที่คนทั่วโลกนับแต่อดีตจนปัจจุบันให้ความสนใจและถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ “อาร์ค ออฟ เธอะ คัฟเวแนนต์ (Ark of the Covenant)” หรือ หีบแห่งพันธสัญญา แต่บ้างก็เรียกว่า “อาร์ค ออฟ เธอะ เทสติโมนี (Ark of the Testimony)” หรือ หีบแห่งหลักฐาน พยาน” เนื่องจากที่หีบดังกล่าวเป็นหลักฐานพยานแสดงว่าพระเจ้าให้คํามั่นสัญญาจะดูแลปกป้องผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์อย่างเคร่งครัด

The Lost Ark of the Covenant

The Lost Ark of the Covenant

ในคัมภีร์ไบเบิล (Bible) ได้มีการกล่าวถึงหีบดังกล่าวนี้ว่าบรรจุ “แผ่นจําหลักพันธสัญญา” จํานวน 2 แผ่น แผ่นพันธสัญญาที่ว่าคือจารึก ข้อตกลงที่พระเจ้ามอบแก่ โมเสส (Moses) ผู้รับพระบัญชาจากพระองค์ให้พาลูกหลานของ อิสราเอล (Israel) หรืออีกนามหนึ่งคือ ยาคอบ (Jacob) 12 ตระกูล 12 ชนเผ่าปลดตนออกจากความเป็นทาสของชาวอียิปต์โบราณ และเดินทางสู่แผ่นดินใหม่ที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้

แผ่นจําหลักนี้มีลักษณะเป็นแผ่นหินสลักข้อปฏิบัติ 10 ประการที่พระองค์ทรงมอบแก่ลูกหลานของอิสราเอลนํามาประพฤติปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ข้อปฏิบัตินี้มักรู้จักกันในอีก ชื่อหนึ่งว่า “บัญญัติ 10 ประการ (Ten Commandmants)” พระเจ้ายังบอกกับโมเสสอีกด้วยว่าหากลูกหลานอิสราเอลประพฤติปฏิบัติตามที่กําหนดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 10 ประการเป็นประจํามิได้ขาด พระองค์ก็จะไม่ละทิ้งและยังนําความรุ่งเรืองสืบไปชั่วลูกชั่วหลานอีกด้วย

หีบแห่งพันธสัญญาดังกล่าวนี้ไม่ได้ถูกใช้เพียงบรรจุบัญญัติ 10 ประการเท่านั้น ในไบเบิลยังกล่าวด้วยว่าหีบใบนี้นอกจากจะใช้เป็นที่เก็บรักษาแผ่นบัญญัติ 10 ประการแล้ว ยังเป็นที่ประทับหรือ “พระอาสน์” ของพระเจ้า ยามเสด็จลงมาบนโลกมนุษย์อีกด้วย หีบดังกล่าวนี้จึงมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะไม่แต่เพียงลูกหลานอิสราเอลเท่านั้น แต่เป็นที่เคารพสักการะของชาวคริสต์โดยทั่วไปภายหลังจากเกิดศาสนาคริสต์ขึ้นแล้วด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ในไบเบิลยังกล่าวถึงความสําคัญของหีบพันธสัญญาด้วยว่า หีบใบนี้เป็นศูนย์รวมจิตใจของเผ่าพันธุ์อิสราเอลในครั้งเดินทางรอนแรม มายัง ดินแดนคานาอัน (Canaan) อันเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าเลือกให้ ตลอดการเดินทางหีบใบนี้ได้แสดงอานุภาพปกป้องคุ้มภัยให้แก่พวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า และยังทําให้พวกเขามีชัยชนะเหนือศัตรูในศึกสงครามครั้งต่างๆด้วยเช่นกัน

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าหีบพันธสัญญาใบนี้จะถูกกล่าวถึงในไบเบิลบ่อยครั้งเฉพาะช่วงระหว่างที่ชาวอิสราเอลอพยพมายังดินแดนแห่งพันธสัญญากระทั่งสามารถสร้างชาติของตนเองได้สําเร็จเท่านั้น ในช่วงเวลาหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลเริ่มเป็นปึกแผ่นแล้ว เรื่องราวของหีบพันธสัญญากลับหายไปจากบันทึกหรือจารึกต่างๆไปเฉยๆ หรือแม้แต่ในไบเบิลเองก็ยังไม่มีการกล่าวถึงหีบใบนี้ด้วยเช่นกัน จึงเกิดข้อสงสัยกันมากว่าหีบดังกล่าวนี้หายไปหรือถูกลืมไปได้อย่างไร 

หีบพันธสัญญานี้ถูกกล่าวถึงในไบเบิลเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อมีการสร้างวิหารแห่งโซโลมอน (Solomon Temple) ขึ้นแล้ว วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์โซโลมอน (King Solomon) กษัตริย์ลําดับที่ 2 ของอิสราเอลในยุคโบราณเมื่อประมาณเกือบ 1,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในไบเบิลกล่าวว่ากษัตริย์โซโลมอน เป็นผู้ที่อัญเชิญหีบพันธสัญญาเข้าไปสถิตอย่างถาวรไว้ ณ วิหารดังกล่าวนับตั้งแต่นั้นจนถึงช่วงศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช

เมื่อชาวบาบิโลเนียน (Babylonian) บุกเข้าโจมตีเยรูซาเล็ม เมืองหลวงของชาวอิสราเอลโบราณ แล้วเผาบ้านเผาเมืองปล้นสะดมเอาทรัพย์สมบัติกลับไปด้วยเป็นจํานวนมาก ในเหตุการณ์ครั้งนั้นวิหารแห่งโซโลมอนก็ถูกทําลายจนราบคาบไปด้วย แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาว่าชาวบาบิโลเนียนได้นําหีบใบนี้กลับไปด้วยแต่อย่างใด และไม่มีการกล่าวถึงหีบดังกล่าวตั้งแต่ก่อนหน้าชาวบาบิโลเนียนจะบุกโจมตีเป็นเวลานานแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับหีบพันธสัญญาหรือไม่ หรือหีบใบนี้ถูกเผาเป็นจุณไปพร้อมกับวิหารแห่งนั้นแล้ว เรื่องนี้กลายเป็นปริศนาให้ผู้คนค้นหากันเป็นเวลานานหลายพันปี แต่ก็ยังไม่มีใครพบคําตอบที่ชัดเจน

จนถึงทุกวันนี้เรื่องราวของหีบพันธสัญญาก็ยังคงเป็นปริศนาท้าทายการค้นหาความจริงมาทุกยุคสมัย และสิ่งหนึ่งที่ทําให้คนสนใจหีบใบนี้อย่างมากก็คือข้อสงสัยที่มีมากว่าพันปีว่าสิ่งที่อยู่ภายในหีบนั้นคืออะไรกันแน่ จะเป็นแผ่นบัญญัติ 10 ประการซึ่งโมเสสรับมอบจากพระเจ้าตามที่กล่าวเอา ไว้ในไบเบิลหรือไม่ หรือจะมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นมากกว่าแผ่นจําหลักดังกล่าวจึงทำให้หีบแห่งพันธสัญญานั้นทรงอานุภาพมากมายอย่างที่กล่าวกัน

จนมีความพยายามค้นหาหีบใบนี้กันอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งก็ทําให้เกิดกระแสเล่าลือกันไปต่างๆนานาว่ามีคนพบเห็นหีบพันธสัญญาใบนี้ปรากฏอยู่ที่นั่นที่นี่ บ้างก็ว่าหีบดังกล่าวยังคงอยู่ในเยรูซาเล็ม และอยู่ตรงตําแหน่งเดิมที่หีบใบนี้เคยสถิตอยู่ก็คือบริเวณที่ตั้งวิหารแห่งโซโลมอนนั่นเอง ที่ในปัจจุบันบริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งของภูเขา วิหาร หรือ เทมเปิล เมาต์ (Temple Mount) อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันของชาวคริสต์และมุสลิม แต่ถูกซ่อนไว้ลึกลงไปข้างใต้ภูเขาจุดใดจุดหนึ่ง โดยจุดที่เชื่อกันอย่างมากคืออยู่ตรงใต้ตําแหน่งที่ตั้งของ โดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม

ความเชื่อนี้อิงกับทฤษฎีเรื่องที่มาในความร่ำรวยของกลุ่มอัศวินช่วง “สงครามครูเสด (Crusade War)” กลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “อัศวินเทมปลาร์” หรือ “ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar)” เชื่อกันว่าอัศวินกลุ่มนี้เป็นผู้ค้นพบหีบพันธสัญญาภายหลังสงครามครูเสดครั้งแรกสิ้นสุดลง แล้วนํามาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับคริสตจักรอันที่มาในความร่ำรวยของพวกเขา และสิ่งเดียวกันนี้ก็ยังนําจุดจบมาให้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน แต่ถึงแม้ว่าจะมีการเล่าลือกันในเรื่องที่อัศวิน เทมปลาร์เป็นผู้พบหีบพันธสัญญานี้มากเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาได้พบหีบดังกล่าวจริง นอกจากความเชื่อว่าหีบพันธสัญญาอยู่ในเยรูซาเล็มแล้ว

ยังมีที่แห่งอื่นที่เล่าลือกันว่าเป็นที่ซ่อนของหีบใบนี้ เช่น อียิปต์ ซีเรีย ตุรกี และฝรั่งเศส เป็นต้น หรือบ้างก็ว่าอยู่ในสกอตแลนด์ก็มี แต่ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่มักมีการพูดถึงกันอยู่บ่อยๆก็คือกรณีของ ฮิตเลอร์ (Hitler) และ นาซี (Nazi) ที่มีความสนใจในเรื่องราวเร้นลับและพลังอํานาจพิเศษอยู่ด้วย จึงมีความสงสัยว่าฮิตเลอร์ก็อาจเป็นอีกผู้หนึ่งที่ค้นหาที่ซ่อนของหีบพันธสัญญานี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งเมื่อเยอรมนีสามารถแผ่อํานาจเข้าไปจนถึงอียิปต์และปาเลสไตน์ (ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีประเทศอิสราเอลยุคใหม่) ฮิตเลอร์คงไม่ยอมที่จะพลาดโอกาสในการสํารวจหาขุมทรัพย์หรือหีบพันธสัญญาที่มีการร่ำลือกันมาเป็นเวลานานอย่างแน่นอน และด้วยขุมกําลังอํานาจของเยอรมนีในเวลานั้น จึง เชื่อกันว่าฮิตเลอร์น่าจะค้นหาจนพบแล้วนําไปเก็บซ่อนไว้ในที่ใดที่หนึ่ง แต่ก็ต้องหายสาบสูญไปอีกเป็นครั้งที่ 2 พร้อมกับการสิ้นสุดอํานาจของฮิตเลอร์และนาซี เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงนั่นเอง

สนับสนุนโดย ufabet