บัญญัติ 10 ประการ ความสุขที่พระเจ้ามอบไว้ให้เป็นขุมทรัพย์แก่มนุษย์

The 10 Commandments

สําหรับความเข้าใจที่ว่าหีบพันธสัญญาอาจมีสมบัติมูลค่ามหาศาลบรรจุอยู่ด้วยนั้น นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าน่าจะมาจากการตีความคลาดเคลื่อนมากกว่า เนื่องจากในบันทึกต่างๆหรือในไบเบิลก็ตามมักเปรียบสิ่งที่อยู่ในหีบพันธสัญญาก็คือขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่พระเจ้ามอบให้แก่มนุษย์ นักวิชาการดังกล่าวได้เสนอว่าขุมทรัพย์ที่กล่าวนี้น่าจะหมายถึง ความสุขที่พระเจ้ามอบไว้ในรูปของบัญญัติ 10 ประการนั่นเอง ถ้าหากมนุษย์สามารถปฏิบัติได้ครบทั้ง 10 ประการอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านั้นก็จะนําไปสู่ความสุขที่เปรียบเสมือนกับขุมทรัพย์อันล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติใดๆ แล้ว บัญญัติทั้ง 10 ประการนี้เป็นเช่นไร เหตุใดจึงสามารถนํามนุษย์ไปสู่ความสุขอันล้ำค่าได้ บัญญัติทั้ง 10 ประการ มีดังต่อไปนี้

บัญญัติ 10 ประการ (The 10 Commandments)

บัญญัติ 10 ประการ (The 10 Commandments)

ประการที่ 1 อย่าได้มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา

ประการที่ 2 ไม่สร้างรูปเคารพหรือตัวแทนพระเจ้าขึ้นบูชาทั้งสิ้น

ประการที่ 3 อย่าได้เอ่ยนามของพระเจ้าอย่างไม่สมควร

ประการที่ 4 จงยึดถือวันสะบาโตเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ (ละเว้นการทํางานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่พระเจ้าอํานวยพรให้)

ประการที่ 5 จงให้ความเคารพนับถือบิดามารดาอย่างเคร่งครัด

ประการที่ 6 อย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ประการที่ 7 อย่าได้ล่วงประเวณีผู้ที่ไม่ใช่สามีภรรยาของตน

ประการที่ 8 อย่าได้กระทําการลักทรัพย์

ประการที่ 9 อย่าได้เป็นพยานเท็จให้ร้ายเพื่อนบ้าน

ประการที่ 10 อย่าได้มีความโลภในสิ่งของของเพื่อนบ้าน อย่าได้โลภในภรรยาเพื่อนบ้าน อย่าได้โลภในข้าทาสบริวารของเพื่อนบ้าน อย่าได้โลภในสัตว์เลี้ยงเพื่อนบ้าน หรือสิ่งอื่นใดที่มิใช่ของของตน

เห็นได้ว่าทั้ง 10 ประการนี้สอนให้มนุษย์เคร่งครัดในจริยธรรมทั้งสิ้น ที่หากดูผิวเผินแล้วทั้ง 10 ประการสามารถกระทําได้ไม่ยากนัก แต่อันที่จริงมนุษย์กลับทําได้อย่างยากเย็น เนื่องจากความอุดมไปด้วยกิเลสตัณหา และโลภะ โมหะที่ติดอยู่ในตัวตนคนส่วนใหญ่ยากจะลบมันออกได้สําหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ผู้คนส่วนใหญ่จึงจมอยู่กับความทุกข์เพราะละเลยในข้อปฏิบัติง่ายๆเหล่านี้นั่นเอง

หากเราสามารถสร้างวินัย ฝึกจิตใจ ฝึกอารมณ์ของเราให้ละเว้นกิเลสตัณหา หลีกเลี่ยงโลภะและโมหะทั้งปวงได้แล้ว ปัญหาต่างๆก็ถูกกําจัดออกไปได้จนหมดสิ้น เมื่อทุกคนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะช่วยกันสร้างสังคมที่ดีงามและมีความสุขขึ้นมาได้ สิ่งนี้จะถือเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่ากว่าแก้วแหวนเงินทองหรือไม่

สําหรับจุดที่ถูกกล่าวถึงกันอย่างมากอีกแห่งหนึ่งว่าอาจเป็นสถานที่สําหรับเก็บซ่อนหีบพันธสัญญาก็คือที่ประเทศเอธิโอเปีย มีผู้คนจํานวนมากเช่นกันที่เชื่อว่าหีบพันธสัญญาถูกนําไปเก็บซ่อนเอาไว้ที่นั่นอย่างลับๆมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้วโดยไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครทราบ สถานที่ที่เก็บซ่อน ดังกล่าวคือ โบสถ์ท่านหญิงมารีแห่งซีออน (Church of Our Lady Mary of Zion) ตั้งอยู่ที่เมือง อักซัม (Axum) ประเทศเอธิโอเปีย และเชื่อกันว่าหีบใบนี้ยังคงสถิตอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้ ประเทศเอธิโอเปียในยุคสมัยโบราณตั้งแต่ช่วงหลังคริสตกาลเป็นต้นมานั้นถือเป็นศูนย์กลางของศาสนา คริสต์ในทวีปแอฟริกา และจนปัจจุบันชาวเอธิโอเปียก็ยังนับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ถึง 63 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด

ศาสนาคริสต์ที่นับถือกันในเอธโอเปียนั้นเป็นนิกายโอเรียนตอล ออโธดอกซ์ (Oriental Orthodox) หรือ ออโธดอกซ์ตะวันออก ตามเรื่องที่เล่ากันนั้นกล่าวว่าผู้ซึ่งนําหีบพันธสัญญาใบนี้ไปไว้ที่เอธิโอเปียคือ เจ้าชายเมเนลิก (Prince Menelik) โอรสของกษัตริย์โซโลมอน เป็นผู้นําหีบดังกล่าวไปไว้ที่เอธิโอเปียเมื่อราว 3 พันกว่าปีมาแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับกันเท่าใดนัก

Exodus: A Bible Story

Exodus: A Bible Story

สําหรับรูปลักษณ์ของหีบพันธสัญญาจะมีลักษณะเป็นเช่นไรนั้นได้มี การกล่าวไว้อย่างละเอียดในคัมภีร์ไบเบิล ตอนที่พระเจ้ารับสั่งแก่โมเสสที่ภูเขาไซนาย (Sinai) ขณะมอบบัญญัติ 10 ประการ หรือพระโอวาทที่ทรงสอนสั่งมนุษย์ให้แก่โมเสส โดยพระองค์ได้สั่งให้สร้างหีบใบหนึ่งขึ้นสําหรับ ใช้เก็บแผ่นจารึกพระบัญญัติเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการบูชาพระองค์ และให้สร้างพระอาสน์หรือที่เรียกว่า “พระที่นั่งกรุณา (Mercy Seat)” ที่ประทับของพระองค์ยามเมื่อเสด็จลงมายังโลกเอาไว้ตรงด้านบนของหีบด้วย เหตุการณ์ตอนนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลบท “อพยพ (Exodus)” ตอนที่ 25 ท่อนที่ 10 ถึง 22 กล่าวไว้ดังนี้

10 : ให้ทําหีบขึ้นมา 1 ใบ โดยใช้ไม้กระถิ่นเทศยาว 2 ศอก 1 คืบ กว้าง 1 ศอก 1 คืบ และสูง 1 ศอก 1 คืบ

11 : หีบใบนี้ให้หุ้มด้วยทองคําบริสุทธิ์ทั้งด้านในและด้านนอก และให้ประดับลายกระจังคาดรอบหบด้วยทองคําบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน

12 : ให้หล่อห่วงทองคําขึ้น 4 ห่วง ติดไว้ตรงมุมหีบทั้ง 4 มุม โดยให้หันออกทั้งด้านหน้าและหลังด้านละ 2 ห่วง

13 : ให้ทําคานหามด้วยไม้กระถิ่นเทศหุ้มด้วยทองคําขึ้น 2 เล่ม 1

14 : เสร็จแล้วให้สอดคานหามทั้ง 2 เล่มเข้าที่ห่วงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สําหรับใช้ยกและหามหีบไปตามที่ต่างๆได้

15 : ไม้คานหามนั้นให้สอดเข้าในห่วง อย่าให้หลุดออกได้ 

16 : พระโอวาทที่เราให้ไว้แก่เจ้าจงเก็บไว้ในหีบนั้น

17 : แล้วจงทําพระที่นั่งกรุณาด้วยทองคําบริสุทธิ์ ยาว 2 ศอก 1 คืบ กว้าง 1 ศอก 1 คืบ

18 : จงทําเครูบ (Cherub) ทองคําขึ้น 2 รูปด้วยวิธีตีทอง แล้วตั้งไว้ตรงปลายพระที่นั่งกรุณาทั้ง 2 ข้าง

19 : เครูบทั้งสองให้ตั้งไว้ที่ปลายพระที่นั่งกรุณาข้างละ 1 รูป ให้รูป เครูบทั้งสองติดเป็นเนื้อเดียวกันกับพระที่นั่งกรุณา

20 : วางเครูบให้กางปีกออกปกเบื้องบนพระที่นั่งกรุณา โดยให้หันหน้าเครูบเข้าหากัน

21 : แล้วจงนําพระที่นั่งกรุณาขึ้นตั้งไว้ด้านบนเหนือหีบทองคําที่ทําขึ้นเพื่อบรรจุพระโอวาทของเรา

22 : ณ ที่นั้นเราจะประทับอยู่เพื่อให้เจ้าเข้าเฝ้า และจะสนทนากับเจ้าบนพระที่นั่งกรุณาระหว่างกลางเครูบทั้งสองเหนือหีบพระโอวาทนี้ ซึ่งเราจะสนทนากับเจ้าในทุกๆเรื่องที่เราจะสั่งให้เจ้านําไปประกาศแก่ชนชาวอิสราเอลได้ทราบทั่วกัน

จากที่กล่าวในพระคัมภีร์ไบเบิลนี้แสดงให้เห็นว่าหีบพันธสัญญากับพระที่นั่งกรุณาจะแยกจากกันเป็นสองส่วน พระที่นั่งกรุณาจะวางทับไว้ตรงด้านบนของหีบพันธสัญญาคล้ายเป็นฝาหีบ ส่วนเครูบ ซึ่งเป็นรูปเทวดามีปีกที่รับสั่งให้สร้างขึ้นวางไว้บนพระที่นั่งกรุณาด้วยนั้นมีความหมายอย่างไรในไบเบิลได้มีการกล่าวถึงเครูบเอาไว้หลายตอนด้วยเช่นกัน เช่นในตอนที่พระเจ้าทรงขับไล่อดัม (Adam) กับ อีฟ (Eve) ให้ออกไปจากสวนอีเดน (Eden) เพื่อเป็นการลงโทษที่ทั้งสองละเมิดข้อห้ามไปเด็ดผลแอปเปิ้ลจาก “ต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว (Tree of Knowledge of Good and Evil)” ออกมากัดกิน

พระเจ้าสั่งให้เครูบทําหน้าที่เป็นผู้เฝ้าทางเข้าสวน เครูบจึงมีความหมายหมายถึงผู้พิทักษ์ การที่พระเจ้ารับสั่งให้สร้างเครูบขึ้นด้วยจึงมีความหมายหมายถึงให้เครูบทําหน้าที่ผู้พิทักษ์ปกป้องพระที่นั่งกรุณาและหีบพันธสัญญานั่นเอง และนอกจากจะทรงรับสั่งให้สร้างพืบพันธสัญญาขึ้นแล้ว พระองค์ก็ยังสั่งให้สร้างสิ่งต่างๆขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมและสักการบูชาพระองค์อีกด้วย โดยให้สร้าง “สถานสักการบูชา (Tabernacle)” เพื่อใช้เป็นที่สําหรับเก็บหีบพันธสัญญาและพระที่นั่งกรุณา

สถานที่ดังกล่าวนี้ถือเป็นสถานที่อันบริสุทธิ์เหนือบริสุทธิ์ เนื่องจากพระเจ้าจะเสด็จลงมาประทับเพื่อสอนสั่งและให้โอวาทแก่โมเสส ณ สถานที่แห่งนี้ สถานที่แห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “อภิสุทธิสถาน (Holy of the Holies)” ในช่วงเวลาแรกๆระหว่างการอพยพของชาวอิสราเอลนั้น อภิสุทธิสถานจะมีลักษณะเป็นพลับพลาที่ปิดล้อมโดยรอบด้วยแถบผ้าซึ่งถักทอขึ้นจากขนและหนวดเคราของแพะ สามารถรื้อถอนแล้วสร้างขึ้นใหม่ได้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นชาวอิสราเอลยังคงอยู่ในช่วงระหว่างการเดินทางรอนแรมไปเป็นระยะทางไกลๆเพื่อมุ่งหน้าสู่แผ่นดินแห่งสัญญาที่พระเจ้าเลือกให้ ส่วนอภิสุทธิสถานหลังแรกที่โมเสสได้รับพระบัญชาให้สร้างขึ้นนั้น ถูกสร้างขึ้นในราว 1450 ปีก่อนคริสต์ศักราช

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet