อภินิหารของหีบแห่งพันธสัญญาและความเป็นมาของกษัตริย์องค์แรกแห่งราชอาณาจักรอิสราเอล

Joshua

นับตั้งแต่ที่โมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการ และรับพระบัญชาให้สร้างหีบพันธสัญญาขึ้นแล้ว หีบดังกล่าวก็ถูกเชิญไปยังทุกหนแห่งพร้อมกับชาวอิสราเอล ตลอดการเดินทางในช่วงที่มีการอพยพเพื่อหาที่ปักหลักสร้างถิ่นฐานถาวรของตนขึ้น โดยมีการกล่าวไว้ในไบเบิลด้วยว่าหีบพันธสัญญาได้ แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ขึ้นหลายครั้งหลายคราเพื่อช่วยเหลือชาวอิสราเอลให้รอดพ้นจากภัยร้ายต่างๆ แม้แต่ยามที่ต้องทําสงครามกับศัตรูคราใด หีบพันธสัญญาจะถูกแบกหามตามชาวอิสราเอลไปทุกหนแห่งเพื่อปกป้องคุ้มครองภัยนี้ก็จะแสดงอิทธิฤทธิ์ช่วยให้พวกเขาเอาชนะศัตรูได้ทุกครั้ง

อภินิหารของหีบแห่งพันธสัญญา

อภินิหารของหีบแห่งพันธสัญญา

ดังปรากฏอยู่ในไบเบิลบท “กันดารวิถี (Numbers)” ตอนที่ 31 ซึ่งกล่าวถึงชาวมีเดียน (Median) ที่ถูกพระเจ้าพิพากษาโทษเพราะเป็นต้นเหตุทําให้ชาวอิสราเอล หันไปกระทําบาปและลบหลู่พระเจ้า พระเจ้าจึงมีบัญชาให้โมเสสนํากําลังชาวอิสราเอลเข้าทําศึกกับชาวมีเดียน ในครั้งนั้นหีบพันธสัญญาก็แสดงพลังอํานาจทําลายเมืองของชาวมีเดียนจนราบคาบ กระทั่งเมื่อโมเสสเสียชีวิตลงแล้ว โจชัว (Joshua) ซึ่งเป็นผู้ถูกเลือกให้ขึ้นรับหน้าที่นําชาวอิสราเอลคนต่อมาก็ได้รับบัญชาให้พาชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนเพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญาต่อไปจนถึงจุดหมาย

ครั้งนั้นหีบพันธสัญญาได้แสดงฤทธานุภาพขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทําให้แม่น้ำจอร์แดนแยกออกกลายเป็นถนนให้พวกเขาข้ามไปได้อย่างปลอดภัย เหตุการณ์นี้ก็มีปรากฏอยู่ในไบเบิลเช่นกัน คือในบท “โยชูวา (Joshua)” ตอนที่ 3 ท่อนที่ 15 ถึง 17 และตอนที่ 4 ท่อนที่ 10 ที่ 11 และ 18 กล่าวว่าเมื่อโจชัว พาชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนได้แล้วก็มาตั้งค่ายอยู่ที่หน้าเมืองเจริโค (Jericho) อันเป็นเมืองที่พระเจ้าเลือกให้ในช่วงระหว่างการรอนแรมอันยาวไกลครั้งนั้น แล้วพระเจ้าจึงสั่งให้หานักบวช 7 คน เป่าแตร 7 คัน เดินนําหน้าหีบพันธสัญญาวนรอบกําแพงเมือง 7 รอบ เมื่อครบ 7 รอบแล้วก็ให้ชาวอิสราเอลทั้งหมดโห่ร้องขึ้นมาพร้อมกันด้วยเสียงดังสนั่น

ทันใดนั้นกําแพงเมืองเจริโคจึงถล่มลง ทําให้ชาวอิสราเอลบุกเข้ายึดเมืองได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ในไบเบิลยังกล่าวถึงการแสดงฤทธานุภาพของหีบพันธสัญญาอีกเหตุการณ์หนึ่งตอนที่ชาวอิสราเอลต้องผ่านทะเลทรายที่เต็มไปด้วยสัตว์มีพิษว่า พระเจ้าได้บันดาลให้ระหว่างปีกทั้งสองของ เครูบที่อยู่บนพระที่นั่งกรุณาเกิดอสุนีบาตพวยพุ่งออกประหัตประหารเหล่างูพิษและแมงป่องร้ายกลางทะเลทรายจนมอดไหม้เป็นธุลี ไม่สามารถทําอันตรายใครได้ พวกเขาจึงสามารถผ่านทะเลทรายนั้นไปได้อย่างปลอดภัย

แต่ถึงแม้หีบพันธสัญญาใบนี้จะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอิสราเอลทุกคนหวงแหน แต่หีบใบนี้ก็เคยตกไปอยู่ในมือของศัตรูครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่ทําสงครามกับชาวฟิลิสไตน์ (Philistine) ซึ่งตอนนั้นชาวอิสราเอลเดินทางมาจนถึงดินแดนคานาอัน อันเป็นแผ่นดินแห่งพระสัญญาแล้ว เมื่อมาถึงที่คานาอัน พวกเขาได้ตั้งอภิสุทธิสถานไว้ที่เมืองชิโลห์ (Shiloh) ที่ที่หีบใบนี้ได้สถิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานราว 300 ถึง 400 ปี ในครั้งนั้นชาวฟิลิสไตน์ได้เข้าโจมตีชาวอิสราเอลและฆ่าฟันพวกเขาล้มตายลงไปเป็นจํานวนมาก แล้วชาวฟิลิสไตน์ยังได้บุกเข้าไปในอภิสุทธิสถานปล้นเอาหีบพันธสัญญากลับไปยังเมืองของตนอีกด้วย

เหตุการณ์ตอนนี้เล่าไว้ในบท “ซามูเอล 1 (Samuel 1)” ตอนที่ 4 อย่างละเอียด แต่ภายหลังจากชาวฟิลิสไตน์นําหีบใบนี้ไปครอบครองเป็นเวลา 7 เดือน พวกเขาก็ต้องนํากลับไปคืนแก่ชาวอิสราเอลตามเดิม เนื่องจากตั้งแต่นําหีบใบนี้ไปไว้ที่เมืองฟิลิสไตน์แล้ว พวกเขากลับต้องเผชิญกับเหตุอาเพศต่างๆนานาเพราะฤทธานุภาพของหีบพันธสัญญาใบนี้อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนนั่นเอง ดังที่บันทึกเอาไว้ในไบเบิลบท “ซามูเอล 1” ตอนที่ 5 กล่าวว่า ชาวฟิลิสไตน์ต่างหวาดกลัวอานุภาพของหีบพันธสัญญาจนต้องรีบนําหีบนั้นกลับคืน แต่ก็ไม่กล้าพบหน้าชาวอิสราเอลอีก จึงวางหีบเอาไว้บนรถเทียมเกวียนแล้วให้วัวลากไปตามยถากรรม โดยหวังเพียงให้หีบใบนี้ออกไปให้ไกลจากเมืองของพวกตนเท่านั้น แต่ก่อนที่ชาวฟิลิสไตน์จะส่งหีบใบนี้กลับคืน พวกเขาได้สร้างรูป “ริดสีดวงทวารทองคํา” กับ “หนูทองคํา” ขึ้น แล้วใส่ไว้ในรถพร้อมกับหีบพันธสัญญาด้วย ที่ทําเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการขอขมา

ต่อพระเจ้าของชาวอิสราเอลซึ่งพวกเขาได้ทําการลบหลู่ปล้นเอาหีบใบนี้มา สําหรับสาเหตุที่ชาวฟิลิสไตน์ต้องสร้างรูป “ริดสีดวงทวารทองคํา” กับ “หนูทองคํา” เพื่อขอขมานั้น ปรากฏอยู่ในบทซามูเอล 1 ตอนที่ 6 กล่าวว่าเมื่อชาวฟิลิสไตน์ปล้นเอาหีบพันธสัญญามานั้น พระเจ้าทรงพิโรธมากจึงลงโทษชาวฟิลิสไตน์ด้วยการบันดาลให้พวกเขาต้องทรมานกับความเจ็บปวดด้วยอาการริดสีดวงทวารกําเริบอย่างรุนแรงกันโดยถ้วนทั่ว เมื่อเกิดเรื่องดังนี้ขึ้นโหราพยากรณ์จึงได้เตือนให้รีบนําหีบใบนี้ไปคืนเสีย แล้วให้สร้างรูปริดสีดวงทวารทองคําขึ้น 5 รูป กับหนูทองคําอีก 5 รูป ซึ่งหนูทองคําก็คือตัวแทนชาวฟิลิสไตน์ 5 ตระกูล เพื่อเป็นการไถ่โทษแก่คนทั้ง 5 ตระกูลนี้

เมื่อวัวลากเกวียนซึ่งบรรทุกหีบพันธสัญญาเดินไปเรื่อยๆ ก็ไปหยุดที่เมืองเมืองหนึ่งชื่อ เบธ เชเมช (Beth Shemesh) พอชาวเมืองเห็นเข้าจึงได้ทําการสักการะด้วยเครื่องสักการะต่างๆมากมาย และหีบพันธสัญญาก็สถิตอยู่กับเมืองแห่งนี้เป็นเวลานานถึง 20 ปี กระทั่งในวันหนึ่งด้วยความอยากรู้ อยากเห็นของชาวเมืองจึงได้แอบเปิดหีบพันธสัญญาออกดู แต่ก็ยังไม่ทันที่ฝาหีบจะเปิดออก พระเจ้าได้ลงโทษชาวเมืองจนถึงกับเสียชีวิตลงไปอีกเป็นจํานวนมาก ทําให้ชาวเบธ เชเมช ต่างเกรงกลัวในฤทธานุภาพของพระเจ้า และรีบส่งคนไปที่เมืองคิริยาธ เยอาริม (Kiriath Jearim) ซึ่งเป็นเมืองของชาวอิสราเอล เพื่อให้มาเชิญหีบพันธสัญญานี้กลับไป

หีบพันธสัญญาจึงอยู่ที่เมืองคิริยาธ เยอาริม นับแต่นั้น สําหรับทางฝั่งชาวอิสราเอลนั้น หลังจากที่สูญเสียพืบพันธสัญญาให้แก่ชาวฟิลิสไตน์ครั้งนั้น พวกเขาก็เริ่มหลงผิดอีกครั้งเพราะต่างก็คิดว่าพระเจ้าทอดทิ้งพวกเขา จึงหันไปนับถือพระเจ้าของชนต่างชาติต่างศาสนา เช่น บาอัล (Baal) และ แอสทารอธ (Astaroth) กระทั่งซามูเอล (Samuel) ซึ่งเป็นผู้นําชาวอิสราเอลในช่วงเวลานั้นได้ลุก ขึ้นปลุกสํานึกให้ชาวอิสราเอลละทิ้งการบูชาพระเจ้าของชนต่างชาติไปเสีย แล้วกลับมาบูชาพระเจ้าของชาวอิสราเอลต่อไป

ในช่วงที่ชาวอิสราเอลเกิดความหลงผิดนี้เองที่หีบพันธสัญญาได้รอนแรมไปอยู่ตามเมืองต่างๆไม่ยอมกลับคืนมาสู่พวกเขา จนเมื่อพวกเขาเกิดสํานึกและกลับมาบูชาพระเจ้าของตนตามเดิมแล้วนั่นเอง หีบพันธสัญญาจึงได้กลับคืนมาอยู่กับชาวอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง และในช่วงนั้นเช่นกันที่ชาวฟิลิสไตน์ก็ยังคงพยายามหาหนทางกลับมาทําลายชาวอิสราเอลอีกครั้งให้สําเร็จให้ได้ แต่ด้วยฤทธานุภาพของหีบพระบัญญัติที่กลับคืนสู่ชาวอิสราเอล ชาวฟิลิสไตน์จึงไม่สามารถเอาชนะชาวอิสราเอลได้เลยสักครั้ง

Saul: First King of Israel

Saul: First King of Israel

หลังจากที่ได้หีบพันธสัญญากลับคืนมาแล้ว ซามูเอลจึงได้จัดสร้างอภิสุทธิสถานหรือที่สถิตหีบพันธสัญญาขึ้นใหม่ที่คิริยาธ เยอาริม หีบใบนี้จึงสถิตอยู่ที่เมืองแห่งนี้นับแต่นั้นเรื่อยมา จนเมื่อซามูเอล เข้าสู่วัยชราและถึงคราวที่จะต้องคัดเลือกผู้สืบหน้าที่ในการเป็นผู้นําชาวอิสราเอลต่อจากเขานั้น ซามูเอลเห็นว่าบุตรชายของเขาล้วนแต่เป็นคนละโมบ พยายามคิดหากําไรจากใครๆจนมีคนมาฟ้องอยู่ไม่เว้นวัน จึงไม่เหมาะสมเป็นแน่หากจะตั้งให้เป็นผู้นํา ซามูเอลจึงทูลถามพระเจ้าว่าจะหาผู้นําที่เหมาะสมได้อย่างไร พระองค์ก็ตอบว่าควรที่จะเลือกกษัตริย์ขึ้นปกครองชาวอิสราเอลอย่างเป็นทางการเสียที เพื่อการสร้างประชาชาติสร้างอาณาจักรที่สมบูรณ์ โดยบอกกับซามูเอลว่าพระองค์จะส่งคนผู้หนึ่งมาพบ คนผู้นั้นจะเป็นกษัตริย์สืบไป

ต่อมาจึงมีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นชาวเมืองกีเบอาห์ (Gibeah) นามว่า ซาอูล (Saul) เดินทางมาตามหาลาของบิดาที่หายไปจนมาถึงเมืองรามาห์ (Ramah) คนรับใช้ของซาอูลได้บอกกับเขาว่า ชาวเมืองพูดกันถึงบุคคลผู้หนึ่งเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับพระเจ้าอาศัยอยู่ที่เมืองรามาห์นี้เอง ซาอูลฟังดังนั้นก็เกิดความเลื่อมใส จึงต้องการไปเยี่ยมคารวะบุคคลใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้นั้นบ้าง แล้วซาอูลก็เดินทางไปเยี่ยมบ้านของซามูเอลที่เมืองรามาห์ พอซามูเอลได้พบหน้าซาอูลเท่านั้นก็ทราบในทันทีว่าซาอูลเป็นคนที่พระเจ้าส่งมาตามที่พระองค์ตรัสไว้อย่างแน่นอน

เขาจึงได้เผยพระดําริของพระเจ้าให้แก่ซาอูลทราบ จากนั้นซามูเอลก็เริ่มประกอบพิธีด้วยการเทน้ำมันชโลมลงบนศีรษะของซาอูล แล้วกล่าวกับเขาว่า “พระเจ้าทรงเจิมให้แก่ท่านแล้ว” แล้วซามูเอลก็ประกาศกับทุกคนว่าซาอูลได้เป็นกษัตริย์องค์แรกของชาวอิสราเอลดังพระประสงค์ของพระเจ้า แล้ว นับแต่นั้นซาอูลจึงเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชอาณาจักรอิสราเอล (Kingdom of Israel) จากนั้นกษัตริย์ซาอูล จึงได้เริ่มเดินหน้าสร้างชาติ สร้างอาณาจักรอย่างแท้จริงตั้งแต่นั้นมา

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet