การสูญเสียแผ่นดินแห่งพระสัญญาของชนชาวอิสราเอล

The Holy Land

นับตั้งแต่ช่วงเวลาที่ซาอูลเริ่มขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลนั้น หีบพันธสัญญาก็ยังคงสถิตอยู่ที่เมือง คิริยาธ เยอาริม ตลอดมาจนกระทั่งมาถึงสมัยของกษัตริย์ดาวิด (David) ซึ่งเป็นกษัตริย์ลําดับที่ 3 ของอิสราเอล กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้ดําริให้สร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นที่เยรูซาเล็ม (Jerusalem) ตรงบริเวณภูเขาซีออน (Zion) พร้อมทั้งยังให้สร้างวิหารเพื่อใช้เป็นสถานที่สักการบูชาพระเจ้าและเป็นอภิสุทธิสถานอย่างถาวรขึ้นบริเวณภูเขาวิหาร หรือเทมเปิล เมาต์ ซึ่งในเวลานั้นเรียกว่าภูเขาโมริยาห์ (Moriah)

วิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon)

วิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon)

ในขณะที่วิหารยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง กษัตริย์ดาวิดได้อัญเชิญหีบพันธสัญญาจากคิริยาธ เยอาริม มาที่เยรูซาเล็มก่อนแล้ว เหตุการณ์ในตอนนี้กล่าวไว้ในไบเบิลบทซามูเอล 2 (Samuel 2) ตอนที่ 7 ว่า กษัตริย์ดาวิดสร้างวิหารขึ้นเพื่อสักการบูชาพระเจ้า และเป็นอภิสุทธิสถานสําหรับเป็นที่สถิตของหีบพันธสัญญาไว้อย่างถาวร เนื่องจากเห็นว่าชาวอิสราเอลมีแผ่นดินเป็นของตนเองแล้ว ไม่ต้องเดินทางรอนแรมย้ายถิ่นอาศัยไปที่ต่างๆดังแต่ก่อนอีก โดยเห็นว่าแม้แต่กษัตริย์ยังมีเวียงวังเป็นที่ประทับอย่างโอ่โถง

ส่วนที่ประทับของพระเจ้ากลับเป็นเพียงพลับพลาเท่านั้น ควรต้องมีสถานที่สําหรับสักการะพระองค์อย่างสมพระเกียรติ แต่วิหารที่กษัตริย์ดาวิดดําริให้สร้างขึ้นนี้ยังสร้างไม่เสร็จพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน โดยวิหารยังคงถูกสร้างต่อไปกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ในสมัยกษัตริย์องค์ต่อมาซึ่งเป็นโอรส ของพระองค์คือกษัตริย์โซโลมอน (Solomon) วิหารดังกล่าวนี้จึงเรียกว่า วิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon)

สําหรับเรื่องของสถานที่สักการบูชาพระเจ้าที่เป็นเพียงพลับพลานั้น อันที่จริงแล้วเป็นพระประสงค์ ของพระเจ้าซึ่งพระองค์กําหนดเองว่า ในช่วงที่ชาวอิสราเอลยังต้องเดินทางรอนแรมไปยังแผ่นดินแห่งพระสัญญานั้นมีความยากลําบากมาก ต้องเผชิญทั้งภยันตรายและอุปสรรคต่างๆนานา พระองค์จึงต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และพระองค์ก็เสด็จลงมาชี้แนะและให้คําปรึกษาต่างๆแก่ศาสดาพยากรณ์ หรือผู้นําชาวอิสราเอลอยู่บ่อยครั้ง พระองค์จึงเห็นว่าสถานที่เพียงพลับพลานั้นก็เพียงพอแก่สภาพการณ์ในเวลานั้นเฉกเช่นเดียวกันกับเต็นท์พักแรมที่ประชาชนชาวอิสราเอลทั่วไปพักอาศัยระหว่างเดินทางรอนแรม

จนกระทั่งเมื่อกษัตริย์ดาวิดได้สร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้นเพื่อปักหลักฝังรกรากของชาวอิสราเอลให้สืบไปอย่างถาวรแล้วนั่นเอง จึงถือว่าภารกิจในการอพยพสู่ดินแดนแห่งพระสัญญาของพระเจ้าสําเร็จเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ พระองค์จึงได้อนุญาตให้สร้างวิหารถาวรขึ้น เมื่อวิหารแห่งโซโลมอนสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ก็ได้มีการกล่าวถึงสิ่งซึ่งบรรจุอยู่ภายในหีบพันธสัญญาเป็นครั้งแรกในตอนที่เหล่านักบวชนําหีบเข้าไปสถิตไว้ยังอภิสุทธิสถานในวิหารแห่งนี้ว่ามีเพียงแผ่นศิลา 2 แผ่นหรือ แผ่นบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้ามอบให้แก่โมเสสบนภูเขาไซนายครั้งนั้นเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นแต่อย่างใด

เรื่องนี้กล่าวไว้ในไบเบิลบท “พงศ์กษัตริย์ 1 (Kings 19” ตอนที่ 1 ท่อนที่ 8 และ 9 อย่างชัดเจน จึงถือเป็นเครื่องยืนยันในข้อสงสัยว่าหีบใบนี้จะมีสมบัติมีค่าอื่นใดอีกหรือไม่นอกจากแผ่นจําหลัก บัญญัติ 10 ประการแล้ว ซึ่งในไบเบิลก็ยังกล่าวอีกด้วยว่าไม่มีผู้ใดที่จะเปิดหีบพันธสัญญาได้อย่างเด็ดขาดหากไม่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า ผู้ใดไม่เชื่อและฝ่าฝืนเปิดหีบใบนี้ออกก็จะเผชิญกับเภทภัยดังเช่นที่กล่าวมาแล้ว จึงไม่น่าจะมีใครนําสิ่งอื่นใส่ลงไปในภายหลังได้ แม้แต่กษัตริย์ โซโลมอนก็ตาม นอกจากนี้พระเจ้ายังรับสั่งอีกด้วยว่าให้วางหีบไว้ในอภิสุทธิสถานของวิหารโดยไม่ให้เคลื่อนย้ายหรือยกออกจากวิหารไปไว้ยังสถานที่อื่นอย่างเด็ดขาด พระบัญชาดังกล่าวนี้บันทึกไว้อย่างชัดเจนในคัมภีร์ไบเบิลบท “พงศาวดาร 2 (Chronicles 2) ตอนที่ 35 ท่อนที่ 3

หีบแห่งพันธสัญญาได้ถูกอัญเชิญไปที่วิหารแห่งโซโลมอนประมาณช่วงศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสต์ศักราช กระทั่งอีก 400 ปีต่อมาวิหารแห่งนี้ก็ถูกเผาทําลายลงโดยฝีมือของชาวบาบิโลเนียน ที่เข้าโจมตีเยรูซาเล็มในปี 586 ก่อนคริสต์ศักราช นับแต่นั้นมาก็ไม่มีการกล่าวถึงเรื่องของหีบพันธสัญญานี้อีกเลย แม้แต่ตอนที่กล่าวถึงชาวบาบิโลเนียนว่าปล้นเอาทรัพย์สินและของมีค่าออกจากวิหารแห่งโซโลมอนมากมาย ทั้งที่หีบใบนี้สร้างขึ้นด้วยทองคําบริสุทธิ์และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวอิสราเอลหวงแหน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ชาวบาบิโลเนียนจะไม่สนใจและนําหีบพันธสัญญาใบนี้ไปด้วย

แต่เหตุใดจึงไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาใบนี้เลย ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้ตั้งสมมติฐานขึ้นว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่หีบพันธสัญญาได้แสดงฤทธานุภาพเป็นครั้งสุดท้ายด้วยการเผาทําลายตัวเองลงไปก่อนหน้าชาวบาบิโลเนียนจะบุกเข้าไปในวิหาร หรือไม่พระเจ้าก็อาจเป็นผู้ทําลายลงไปเองก่อนที่หีบใบนี้ต้องตกไปอยู่ในมือของชาวบาบิโลเนียน และไปได้ว่าพระองค์อาจทําลายไปเป็นเวลานานแล้วเมื่อ ทรงเห็นสัญญาณของความอ่อนแอที่เกิดขึ้น และการฝ่าฝืนพระบัญญัติของพระองค์อยู่เป็นนิจของชาวอิสราเอลในระยะหลังๆ พระเจ้าจึงลงโทษให้ชาวอิสราเอลต้องตกไปเป็นทาสของคนต่างชาติอีกครั้งหนึ่ง

ชาวบาบิโลเนียนยึดครองเยรูซาเล็มอยู่เป็นเวลานานถึง 40 ปี กลุ่มที่มีอํานาจกลุ่มใหม่คือชาวเปอร์เซียน (Persian) ก็เข้าโจมตีและยึดครองบาบิโลน (Babylon) เมืองหลวงและเขตแดนทั้งหมดของชาวบาบิโลเนียนไปได้รวมถึงเยรูซาเล็มด้วย และในช่วงเวลาที่เยรูซาเล็มตกอยู่ใต้อํานาจของ ชาวเปอร์เซียนนี้เอง ชาวอิสราเอลจึงได้สร้างวิหารแห่งที่สอง (Second Temple) ขึ้นในปี 515 ก่อนคริสต์ศักราชเพื่อทดแทนวิหารแห่งแรกซึ่งถูกชาวบาบิโลเนียนทําลายลงไป แต่ก็ยังคงไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาใบนี้อีกเช่นกัน

จนกระทั่งเมื่อวิหารแห่งที่สองนี้ได้ถูกทําลายลงไปอีกครั้งโดยชาวโรมัน (Roman) ในปี ค.ศ. 70 ซึ่งเวลานั้นจักรวรรดิโรมันแผ่ขยายเข้ามาครอบคลุมตั้งแต่ตุรกี ซีเรีย มาจนจรดอียิปต์ในปัจจุบันแล้ว เยรูซาเล็มจึงต้องตกอยู่ใต้อํานาจของชาวโรมันไปด้วย และการทําลายวิหารลงไปครั้งนี้ก็ยังถูกชาวโรมันปล้นเอาของมีค่าในวิหารลงไปจนหมดสิ้นอีกเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาใบนี้อีกเช่นกัน

โดยกล่าวแต่เพียงว่าชาวโรมันได้ปล้นชิงเอาทองคําและของมีค่าอันเป็นที่เคารพบูชาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้และเครื่องประกอบพิธีกรรมจากวิหารไปจนหมดสิ้น แล้วจึงได้เผาทําลายวิหารลงจนราบคาบโดยไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาหรือสิ่งที่มีลักษณะคล้ายกับหีบอยู่ในรายการสิ่งของที่ชาวโรมันนําออกจากวิหารแต่อย่างใด และด้วยการที่ไม่มีการกล่าวถึงหีบพันธสัญญาในเหตุการณ์บุกเผาทําลายวิหารถึง 2 ครั้ง 2 คราเช่นนี้ จึงยิ่งทําให้เชื่อกันอย่างมากว่าหีบใบนี้น่าจะสูญหายไปจากวิหารเป็นเวลานานแล้ว และก็เป็นไปได้ว่าการสูญหายของหีบพันธสัญญาก็คือสาเหตุที่ทําให้ชาวอิสราเอลถูกชาวต่างชาติต่างถิ่นบุกเข้าโจมตีจนต้องตกเป็นทาสของชนต่างเผ่าพันธุ์เหล่านั้นสืบต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสูญเสียแผ่นดินแห่งพระสัญญาไปในที่สุด

สนับสนุนโดย ufabet