เรื่องราวของการค้นหาหีบแห่งพันธสัญญาที่หายสาบสูญไป

Ark of the Covenant

สําหรับเรื่องการหายสาบสูญของหีบแห่งพันธสัญญานั้น ไม่มีหลักฐานใดๆเลยที่ระบุว่าหีบดังกล่าวได้ถูกทําลายลงหรือเคลื่อนย้ายไปไว้ยังที่ใด และในคัมภีร์ไบเบิลก็กล่าวถึงหีบแห่งพันธสัญญาน้อยลงด้วยเช่นกัน นับแต่ที่หีบดังกล่าวถูกอัญเชิญไปสถิตอย่างถาวรที่อภิสุทธิสถานในวิหารแห่งโซโลมอนเป็นต้น มาทั้งที่ก่อนหน้านั้นมักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง แต่ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลตอนหนึ่งที่อาจใช้เป็นกุญแจในการไขปริศนาถึงสาเหตุที่หีบดังกล่าวนี้หายไปจากการกล่าวถึงหรือหายไปจากความทรงจําของผู้คน จนไม่มีใครใส่ใจในการมีอยู่ของหีบศักดิ์สิทธิ์ใบนี้อีกเลย

เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในบท “เยเรมีย์ (Jeremiah)” ตอนที่ 3 ท่อนที่ 16 กล่าวว่า

ต่อมาเมื่อชาวอิสราเอลทวีจํานวนเพิ่มมากขึ้นในแผ่นดินแล้ว ตอนนั้นพระยะโฮวาห์ (พระนามของพระเจ้า) ได้ตรัสว่าพวกเขาทั้งหลายจะไม่กล่าวถึงหีบพันธสัญญาแห่งพระยะโฮวาห์อีก เรื่องนี้จะไม่มีอยู่ในใจและไม่มีใครระลึกถึง ไม่มีใครที่จะกระทําการใดๆตามพระบัญญัติอีกเลย”

ในบทนี้กล่าวถึงคําที่พระเจ้าทรงตรัสกับเยเรมีย์ ผู้เป็นนักบวชดูแลวิหารแห่งโซโลมอนในช่วงเวลาที่วิหารแห่งนี้ถูกชาวบาบิโลเนียนบุกทําลาย คล้ายเป็นการพยากรณ์เหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าชาวอิสราเอลซึ่งเพิ่มจํานวนขึ้นเรื่อยๆนั้น ในที่สุดก็ละเลยคําสอนของพระองค์และหลงลืมการมีอยู่ของบัญญัติทั้ง 10 ประการซึ่งพระเจ้าได้เคยให้ไว้ หรือแม้แต่หีบพันธสัญญากับพระที่นั่งกรุณายังถูกลืมไปด้วย

เยเรมีย์มีชีวิตอยู่จนถึงยุคสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์ (Josiah) ซึ่งปกครองยูดาย (Judah) ในช่วงระหว่างปี 640 ถึง 609 ก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งในช่วงเวลานั้นชนชาติอิสราเอลได้แบ่งแยกแตกออกเป็นสองส่วนแล้ว คือ อิสราเอล และ ยูดาย ในลักษณะแผ่นดินเหนือกับแผ่นดินใต้ โดยมีอิสราเอลตั้งอยู่ตอนเหนือ และต่อมาถูกชาวอัสสิเรียน (Assyrian) บุกโจมตีและยึดครองไปในปี 722 ก่อนคริสต์ศักราช ในขณะที่ยูดายที่ตั้งอยู่ตอนใต้ยังคงเป็นไทอยู่จนกระทั่งถึงปี 586 ก่อนคริสต์ศักราช จึงถูกชาวบาบิโลเนียนเข้าโจมตีและถูกยึดครองไปด้วยเช่นเดียวกัน

สําหรับเยรูซาเล็มนั้นตั้งอยู่ในเขตของยูดาย เยเรมีย์จึงถือเป็นชาวยูดาย ในช่วงที่พระเจ้าตรัสกับ เยเรมีย์จึงเป็นช่วงเวลาที่อิสราเอลได้ถูกชนต่างเผ่าพันธุ์ยึดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหลือเพียงยูดายเท่านั้น แต่ยูดายก็น่าจะมีสัญญาณการล่มสลายเกิดขึ้นแล้วเช่นกัน เนื่องจากชาวอิสราเอลได้ลืมเลือนเรื่องของพระบัญญัติจนทําให้สังคมเกิดความเสื่อมลงเรื่อยๆแล้ว และสิ่งที่พระเจ้าได้กล่าวเตือนเยเรมีย์ครั้งนั้น จึงทําให้เกิดการวิเคราะห์ว่าเยเรมีย์น่าจะเป็นผู้ที่ทราบถึงกาลล่มสลายของยูดายและเยรูซาเล็มก่อนแล้ว จึงได้เป็นคนนําหีบพันธสัญญาไปเก็บซ่อนไว้ในที่ใดที่หนึ่ง ก่อนที่ชาวบาบิโลเนียนจะบุกเข้าทําลายวิหารแห่งโซโลมอนก็เป็นได้ ทฤษฎีนี้มีความเป็นไปได้มากเนื่องจาก เยเรมีย์คือผู้ดูแลวิหารจึงมีหน้าที่พิทักษ์รักษาหีบพันธสัญญา

การค้นหาหีบแห่งพันธสัญญา

Ark of the covanent

ใน “คัมภีร์ แมคคาบี 2 (Book of Maccabee 2)” ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เขียนขึ้นเมื่อราวปี 100 ก่อนคริสต์ศักราช ในตอนที่ 2 ของคัมภีร์นี้มีการกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเยเรมีย์นั่นเองที่เป็นผู้นําหีบพันธสัญญาไปเก็บซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขาซึ่งโมเสสเสียชีวิตลงที่นั่น คือภูเขาเนโบ (Nebo) ซึ่งตั้งอยู่ตรงฝั่งตะวันออกของทะเลเดดซี (Dead Sea) ในเขตของประเทศจอร์แดนปัจจุบัน แล้วจัดการปิดปากถ้ำเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครทราบ จากนั้นจึงทําลายร่องรอยต่างๆจนหมดสิ้นไม่ให้ใครพบเห็นหีบดังกล่าวอีกต่อไป

แต่ก็มีผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้กันอย่างมากเช่นกัน โดยแย้งว่าเยเรมีย์ไม่น่าจะต้องนําหีบพันธสัญญาเดินทางดั้นด้นไปไกลจนถึงภูเขาเนโบ น่าจะเก็บซ่อนอยู่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่งในเยรูซาเล็มนั่นเอง จากกรณีดังกล่าวนี้ได้มีนักโบราณคดีอิสระชาวอเมริกันผู้หนึ่งชื่อ รอน ไวแอตต์ (Ron Wyatt) ตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่า สิ่งที่กล่าวไว้ในคัมภีร์แมคคาบี 2 นั้นอาจมีการแปลความที่คลาดเคลื่อนก็เป็นได้ เยเรมีย์อาจไม่ได้นําหีบพันธสัญญาไปเก็บซ่อนไว้ที่ภูเขาเนโบ แต่น่าจะเป็นภูเขาที่โมเสสมองเห็นภาพก่อนจะเสียชีวิตมากกว่า นั่นคือภูเขาโมริยาห์ หรือ ภูเขาวิหารในเยรูซาเล็มนั่นเอง

ในไบเบิลกล่าวว่าโมเสสได้มองเห็นภาพภูเขาโมริยาห์เมื่อใกล้จะสิ้นใจขณะอยู่บนภูเขาเนโบ นอกจากนี้ รอน ไวแอตต์ ยังได้อ้างจากคัมภีร์โบราณเล่มหนึ่งชื่อ “อพอคาลิปส์ แห่ง บารุค (Apocalypse of Baruch)” ซึ่งเขียนขึ้นในช่วงประมาณศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราช ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงว่ามีการย้ายหีบใบนี้ออกไปจากวิหารแห่งโซโลมอนก่อนแล้ว โดยมีตอนหนึ่งกล่าวว่า 

เทวดา 4 องค์เป็นผู้นําหีบพันธสัญญาออกจากวิหารแห่งโซโลมอน ก่อนที่วิหารแห่งนี้จะถูกทําลายลงโดยชาวบาบิโลเนียน แล้วนําไปเก็บซ่อนไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่งซึ่งอยู่ใต้ภูเขาโดยไม่มีการเปิดเผยจุดที่ซ่อน”

จากการสันนิษฐานของไวแอตต์นั้น เขาเชื่อว่าสถานที่ซ่อนซึ่งระบุไว้ว่าอยู่ใต้ภูเขานั้น ภูเขาดังกล่าวน่าจะเป็นภูเขามะกอก (Mt. Olives) ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขาโมริยาห์ เนื่องจากภูเขามะกอกนี้เป็นสถานที่แห่งสุดท้ายที่พระเยซูอยู่กับเหล่าสานุศิษย์ก่อนจะถูกทหารโรมันจับกุมตัวไป ไวแอตต์ ยังวิเคราะห์จากหลักฐานต่างๆจนปักใจเชื่อว่าตรงบริเวณภูเขามะกอกน่าจะเป็นที่เก็บซ่อนหีบพันธสัญญามากกว่าที่แห่งอื่น เขาจึงพุ่งเป้าเข้าไปสํารวจตรงบริเวณนั้นจนพบช่องทางเล็กๆช่องหนึ่งที่สามารถมุดลอดเข้าไปข้างในจนถึงห้องเล็กๆอีกห้องหนึ่งได้ ภายในนั้นเขาพบเห็นวัตถุอย่าง หนึ่งมีรูปร่างคล้ายกับหีบตั้งวางกับท่ามกลางกองหินระเกะระกะ แต่ข้างในนั้นมืดมากและเขาก็ไม่สามารถจะมุดเข้าไปจนถึงจุดที่ตั้งที่บดังกล่าวได้ จึงได้แต่เพียงถ่ายภาพเอาไว้ ซึ่งเห็นเพียงเงาจางๆที่ไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าสิ่งนั้นคือหีบพันธสัญญาจริง

จากสิ่งที่ไวแอตต์ค้นพบนี้ ทําให้เขาตั้งทฤษฎีของตัวเองถึงสาเหตุที่หีบพันธสัญญาถูกนํามาซ่อนไว้ตรงจุดนั้น ก็เพราะจุดดังกล่าวอยู่ข้างใต้ตําแหน่งที่ตั้งของเสาไม้กางเขนซึ่งใช้สําหรับตรึงพระเยซู นั่นเอง และอาจจะถูกย้ายมาภายหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปโดยกลุ่มแรบไบ (Rabbi) หรือนักบวชชาวยิวที่พบหีบดังกล่าวก่อนแล้ว และนําไปเก็บซ่อนไว้ในที่แห่งนั้นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง แต่เรื่องตําแหน่งที่ตั้งของไม้กางเขนที่ชาวโรมันใช้ตรึงพระวรกายของพระเยซูนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการถกเถียงกันตลอดมาว่าสถานที่จริงที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขนนั้นตั้งอยู่ตรงตําแหน่งใดกันแน่ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถระบุได้

จากทฤษฎีของ รอน ไวแอตต์ นี้เอง เขาได้นําไปเขียนเป็นหนังสือพร้อมกับทําวิดีโอขึ้นมาชุดหนึ่งชื่อ “การสํารวจหาหีบพันธสัญญา (Exploring – The ark of the Covenant)” นอกจากนี้ยังเก็บรวบรวมสิ่งต่างๆรวมถึงหลักฐานจากจุดซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของหีบพันธสัญญาเท่าที่สามารถนําออกมาได้ไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเขาในเมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา บ้านเกิดของเขาเองอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวเร้นลับจนดึงดูดให้มีการเดินทางไปเยี่ยมชมเป็นจํานวนมากพอสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไปเยี่ยมชมจะเชื่อตามทฤษฎีของเขาทั้งหมด

สําหรับประเด็นที่เชื่อว่ากลุ่มแรบไบเป็นผู้นําหีบพันธสัญญาไปเก็บซ่อนไว้บริเวณใต้ภูเขาในเยรูซาเล็มนั้น ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และเรื่องนี้ก็มีน้ำหนักขึ้นทันทีเมื่อมีนักสํารวจเรื่องราวจากไบเบิล มีชื่อเสียงผู้หนึ่งคือ ดร. แรนดอลล์ ไพรซ์ (Dr. RandaLPrice) ได้ให้การยืนยันในเรื่องนี้ไว้ด้วย ดร. ไพรซ์ เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ “การค้นหาขุมทรัพย์แห่งวิหาร (In Search of Temple Treasures)” ในหนังสือเล่มนี้เล่าถึงสิ่งที่เขาได้ฟังจากนักบวช แรบไบ 3 ท่านที่อ้างว่าเคยพบเห็นหีบแห่งพันธสัญญาซ่อนอยู่ในโพรงถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ข้างใต้บริเวณภูเขาวิหารที่เคยเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งโซโลมอนมาแต่เดิมนั่นเอง

โพรงถ้ำดังกล่าวนี้อยู่ตรงกับตําแหน่งของโดมแห่งศิลา อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 687 ดร. ไพรซ์เปิดเผยว่านักบวชแรบไบดังกล่าวเป็นคนบอกกับเขาถึงเรื่องโพรงถ้ำที่เก็บซ่อนหีบพันธสัญญาว่าเรื่องนี้ชาวยิวทราบกันมาเป็นเวลานานแล้ว กระทั่งเมื่อชาวมุสลิมเข้ามายึดครองเยรูซาเล็ม พวกเขาจึงปิดโพรงถ้ำแห่งนั้นเสีย รวมไปถึงช่องและอุโมงค์ต่างๆที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถ้ำดังกล่าวได้ เพราะไม่ต้องการให้ใครเข้าไปรบกวนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา กระทั่งในปี ค.ศ. 1981 จึงได้มีการเปิดโพรงถ้ำดังกล่าวอีกครั้ง โดยกลุ่มนักบวชแรบไบกลุ่มหนึ่งที่ต้องการเข้าไปทําความสะอาดหลังจากไม่มีใครเปิดเข้าไปร่วมพันกว่าปีมาแล้ว และพบว่ามีหีบพันธสัญญาตั้งอยู่ในนั้นด้วย แต่เรื่องนี้ถูกปกปิดไว้เป็นความลับไม่ให้ใครทราบ

จากคําบอกเล่าของแรบไบทําให้ ดร. ไพรซ์ ต้องเดินทางไปสํารวจยังจุดซึ่งสันนิษฐานว่าจะเป็นทางเข้าไปยังถ้ำแห่งนั้นด้วยตัวเอง แต่ก็พบว่ามันถูกปิดตายด้วยซีเมนต์แล้ว ซึ่งจุดที่กล่าวถึงอยู่ตรงบริเวณกําแพงฝั่งตะวันตกของภูเขาวิหาร หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “กําแพงร้องไห้ (Waiting Wall)” นั่นเอง แต่เรื่องที่ รอน ไวแอตต์ รวมถึง ดร.แรนดอลล์ ไพรซ์ นํามาเล่านี้ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้อยู่ ยังไม่สามารถปักใจเชื่อได้แต่อย่างใด เนื่องจากทั้งสองนั้นก็ไม่สามารถหาหลักฐานชัดเจนมาพิสูจน์สิ่งที่พบได้ จึงเป็นเพียงทฤษฎีหรือข้อสันนิษฐานที่ยังต้องรอให้มีผู้เข้าไปสํารวจในสถานที่ที่ทั้งสองอ้างถึง และสามารถพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ได้ท่านั้น

นอกจากเรื่องที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเรื่องเกี่ยวกับที่ซ่อนหีบพันธสัญญาที่มักถูกกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลายอีกเรื่องหนึ่ง คือการค้นพบที่หีบดังกล่าวนี้โดยกลุ่มอัศวิน ในต์ส เทมปลาร์ในช่วงสงครามครูเสด เรื่องราวดังกล่าวนี้กล่าวถึงกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ ซึ่งร่วมทัพไปกับชาวคริสต์จากยุโรป เพื่อบุกไปทําสงครามศาสนากับชาวมุสลิม เพื่อแย่งชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์และกรุงเยรูซาเล็มจากการยึดครองของชาวมุสลิมในปี ค.ศ. 1096 – 1099 เมื่อฝ่ายคริสต์ได้รับชัยชนะจากสงครามครั้งนั้นแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปจับจองพื้นที่เพื่อค้นหาทรัพย์สินเงินทองที่ชาวมุสลิมทิ้งเอาไว้

กลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ ก็เช่นกัน พวกเขาเลือกปักหลักตรงบริเวณภูเขาวิหาร หรือที่ตั้งโดมแห่งศิลา เพื่อขุดหาบางสิ่งบางอย่าง โดยสันนิษฐานว่าคนกลุ่มนี้อาจระแคะระคายในเรื่องของหีบพันธสัญญามาก่อนแล้วก็เป็นได้จึงได้เลือกจุดนี้ ตามเรื่องที่เล่ากันนี้เชื่อว่าพวกเขาได้พบกับหีบพันธสัญญาจริง ส่วนสาเหตุที่เชื่อกันเช่นนั้น ก็เป็นเพราะเรื่องโจษจันถึงความเฟื่องฟูอย่างเป็นปริศนาของอัศวินกลุ่มนี้ที่กล่าวกันว่าภายหลังเสร็จสิ้นสงครามครั้งนั้นแล้ว อัศวินเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลและมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาในทันที จนถึงกับมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ของเหล่าเจ้านายและขุนนางในยุโรปมากมายซึ่งประสบปัญหาด้านการเงินช่วงหลังสงคราม หรือแม้แต่ในฝ่ายศาสนจักรก็ตาม

พวกนักบวชและบิชอปหลายรายก็เป็นลูกหนี้กลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ กลุ่มนี้กันไปทั่ว และด้วย ความร่ำรวยจนผิดหูผิดตาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงทําให้คนทั่วไปสงสัยในที่มาของเงินทองซึ่งพวกเขาได้มาว่านํามาจากที่ไหน กระทั่งนําไปสู่ทฤษฎีที่เชื่อกันว่ากลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ น่าจะค้นพบขุมสมบัติมหาศาลจากข้างใต้ภูเขาวิหารนั่นเอง ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สมบัติที่กลุ่มนักบวชแรบไบนําไปเก็บซ่อนไว้ตั้งแต่ก่อนที่ชาวมุสลิมจะเข้ามายึดครอง และอาจเป็นไปได้ที่จะมีหีบแห่งพันธสัญญารวมอยู่ด้วย และจะเป็นเพราะหีบดังกล่าวนี้หรือไม่ที่กลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ นําไปใช้เป็นเครื่องต่อรองกับคริสตจักรกลางซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมากในเวลานั้น จนทําให้คนทั่วไปเกิดความหวาดเกรง แม้กระทั่งคริสตจักรเองก็ต้องยอมให้คนกลุ่มนี้สร้างอิทธิพลขึ้นทั่วยุโรป

แต่สิ่งนี้ก็กลายเป็นหอกข้างแคร่ที่สร้างความไม่สบายใจต่อศูนย์อํานาจตลอดมา แล้วในที่สุดอัศวิน กลุ่มนี้ก็ถูกกําจัดด้วยความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร จนหมดสิ้นราบคาบในอีกไม่กี่ร้อยปีต่อมา ซึ่งก็ทําให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นอีกว่าจะเป็นเพราะพลานุภาพของหีบพันธสัญญานี้อีกด้วยหรือไม่ ที่ทําให้อัศวินไนต์ส เทมปลาร์ ต้องพบจุดจบเช่นนี้ ส่วนเรื่องของหีบแห่งพันธสัญญานั้นยังมีการเล่าต่อไปอีกว่า มีสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ ซึ่งเหลือรอดมาจากการกวาดล้างครั้งนั้นบางคน ได้นําหีบดังกล่าวไปเก็บซ่อนไว้ให้ห่างไกลจากการค้นพบจนหายสาบสูญไปอีกครั้งหนึ่งจวบจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ดียังมีทฤษฎีอีกมากมายที่สันนิษฐานกันไปต่างๆนานาว่า หีบแห่งพันธสัญญาซ่อนอยู่ที่นั่นที่นี่ แม้แต่ในใต้ทะเลก็ยังมีการสงสัยกัน ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากแต่มักไม่มีใครกล่าวถึงกันนักก็คือหีบพันธสัญญาอาจทําลายตัวเองลงไปแล้วก็เป็นได้ ตั้งแต่ชาวอิสราเอลเริ่มลืมพระบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้าให้ไว้ ลืมการมีอยู่ของหีบศักดิ์สิทธิ์และพระที่นั่งกรุณาอันเป็นเหตุให้พระองค์ต้องลงโทษชาวอิสราเอลเหล่านั้น ซึ่งน่าจะถูกทําลายไปตั้งแต่ก่อนที่ชาวบาบิโลเนียนจะบุกเข้าทําลายวิหารแห่งโซโลมอนแล้วก็เป็นได้ จึงไม่มีผู้ใดพบเห็นหีบพันธสัญญามานับแต่บัดนั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet