เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1

Shroud of Turin

กล่าวถึงเรื่องความเชื่อนั้นคงไม่มีอะไรในจักรวาลจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะความเชื่อสามารถบัญชาให้ใครทําอะไรก็ได้แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนก็ตาม เมื่อมนุษย์เชื่อว่าสามารถบินได้อย่างนก มนุษย์ก็จะทดลองแล้วทดลองเล่า แม้ว่าหลายคนต้องจบชีวิตลงเพราะการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความเชื่อนี้ได้ จนทุกวันนี้มนุษย์ก็สามารถบินลัดฟ้าข้ามทวีปข้ามทะเลมหาสมุทร หรือแม้แต่ทะยานออกไปสู่นอกโลกยิ่งกว่านกก็ยังทําได้เพราะอานุภาพของความเชื่อนี่เอง แล้วถ้าหากความเชื่อของคนในสังคมเกิดขึ้นพร้อมกันล่ะ มันจะมีอานุภาพรุนแรงขนาดไหน?

ความเชื่อของคนหมู่มากที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันจึงเป็นสิ่งที่ประมาทพลังของมันไม่ได้ เพราะมันสามารถทําให้เกิดพลังทั้งในทางที่สร้างสรรค์และทําลายได้ในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับความเชื่อนั้นจะนําเราไปสู่หนทางใดเท่านั้น แต่เรื่องราวต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของความเชื่อในทางสร้างสรรค์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ความเชื่อของคนกลุ่มนี้ไม่ได้ไปทําร้ายใคร แต่ก่อให้เกิดพลังศรัทธาอันเป็นคุณต่อสังคมโดยรวม ซึ่งในทุกๆปีคนกลุ่มนี้จะเดินทางไปรวมกันยังสถานที่ที่เก็บรักษาสิ่งเคารพบูชาตามความเชื่อของพวกเขาเพื่อกราบไหว้และขอพรให้เกิดสันติสุขแก่ตนและสังคมส่วนรวม ในขณะที่ยังมีคนอีกกลุ่มพยายามจะขุดคุ้ยหาความจริงว่าสิ่งที่กลุ่มคนจํานวนมากเหล่านั้นเกิดความเชื่อและศรัทธากราบไหว้อยู่นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่

แต่ถึงจะสามารถหาข้อสรุปได้ในจุดหนึ่งซึ่งเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อว่าสิ่งนั้นน่าจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ ไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อของกลุ่มคนที่มีความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งนั้นให้หมดสิ้นความเชื่อลงไปได้ พวกเขาก็ยังคงเดินทางไปกราบไหว้ขอพรต่อสิ่งนั้นต่อไปโดยมิจึงต้องสงสัยในความศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด

ผ้าห่อพระศพแห่งเมืองตูริน Shroud of Turin

Shroud of Turin

นับเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่ชาวคริสต์จํานวนมากได้เดินทางไปกราบไหว้และสักการบูชาผ้าลินินผืนหนึ่งที่เชื่อกันว่าเป็นผ้าซึ่งใช้ห่อพระศพของพระเยซู (Jesus) เมื่อคราวที่ถูกเชิญพระศพลงมาจากไม้กางเขนจากการถูกชาวโรมันตรึงกางเขนเมื่อเกือบสองพันปีมาแล้ว ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่ โบสถ์นักบุญยอห์น ผู้ให้ศีลบัพติศมา (Cathedral of St. John the Baptist) ที่เมืองตูริน (Turin) ประเทศอิตาลี เพราะเชื่อว่าผ้าผืนดังกล่าวเป็นผ้าที่ใช้ห่อพระศพของพระองค์จริงอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เมื่อล่วงมาถึงยุคสมัยปัจจุบันที่โลกมีวิทยาการต่างๆก้าวล้ำนําหน้าขึ้น ก็เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้นเรื่อยๆในข้อสงสัยว่าผ้าผืนดังกล่าวจะเป็นผ้าห่อพระศพของพระเยซูจริงหรือไม่ จึงมีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งรับอาสาเป็นผู้ทําการทดลองโดยใช้วิธีการสมัยใหม่มาไขปริศนานี้เพื่อคลายข้อสงสัยแก่สังคม ผ้าผืนดังกล่าวนี้รู้จักกันในชื่อว่า “ชราวด์ ออฟ ตูริน (Shroud of Turin)” หรือ “ผ้าห่อพระศพแห่งเมืองตูริน” มีลักษณะเป็นผ้าลินินผืนใหญ่ขนาดความกว้าง 3 ฟุต 7 นิ้ว และยาว 14 ฟุต 3 นิ้ว เชื่อกันว่าเคยใช้เป็นผ้าห่อพระศพของพระเยซูเมื่อประมาณปี ค.ศ. 33 ที่พระองค์ถูกตรึงกางเขนในปีนั้น

ผ้าผืนนี้มีภาพของใบหน้าและเรือนร่างมนุษย์ซึ่งมีความละม้ายกับภาพของพระเยซูตามจินตนาการที่ผู้คนทราบเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีรอยคราบของบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับคราบโลหิตปรากฏอยู่ตามจุดต่างๆทั่วทั้งผืน ซึ่งตรงกับบริเวณที่เชื่อกันว่าโลหิตของพระเยซูหลั่งออกจากพระวรกายตามจุดนั้นๆ ระหว่างที่ถูกชาวโรมันทรมานและตรึงกางเขนอีกด้วย โดยเชื่อว่ารอยคราบเหล่านั้นเกิดจากโลหิตของพระองค์ที่ซึมลงบนผืนผ้านั่นเอง ซึ่งรอยเหล่านั้นคล้ายกับรอยของเหลวที่แห้งมาเป็นเวลานานจนมีสีน้ำตาลคล้ำ ที่น่าสังเกตก็คือรอยคราบนี้จะปรากฏเฉพาะที่บริเวณข้อมือ ฝ่ามือ และบริเวณฝ่าเท้ากับสีข้าง ซึ่งเป็นจุดที่ทหารโรมันตอกตะปูยึดพระองค์ติดกับไม้กางเขนแล้วใช้หอกทิ่มแทงเพื่อให้โลหิตไหลออกจนหมด

นอกจากนี้ยังมีคราบโลหิตเป็นจํานวนมากบริเวณแผ่นหลังและหัวไหล่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นในขณะที่พระองค์ถูกทหารโรมันทรมานด้วยแส้ที่มีปลายเป็นตะขอเหล็กแหลมคมฟาดลงบนแผ่นหลังจนเกิดบาดแผลนับไม่ถ้วนตามที่กล่าวในไบเบิลนั่นเอง และคราบที่ปรากฏอยู่บนผ้าห่อพระศพตูรินนี้ก็ตรงกับที่กล่าวไว้ทุกประการ

นอกจากร่องรอยของคราบโลหิตที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าห่อพระศพนี้ ยังมีความแปลกประหลาดเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือ ภาพของเรือนร่างมนุษย์ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพระวรกายของพระเยซูตามที่จินตนาการกัน ซึ่งมีครบทั้งด้านหน้าและด้านหลังฉายติดลงไปบนเนื้อผ้าคล้ายกับภาพถ่ายอย่างไรอย่างนั้น ลักษณะของผ้าห่อพระศพผืนนี้มีความยาวมากกว่าความกว้างเกือบ 5 เท่าตัว หากใช้ห่มคลุมพระศพก็จะต้องพาดจากด้านยาวลงมาในแนวตั้ง หรือจากเบื้องศีรษะพับลงมาตลอดเรือนร่างจนจรดปลายเท้า จึงจะมีภาพทั้งด้านหน้าและด้านหลังตลอดพระวรกายของพระองค์ปรากฏให้เห็นเช่นนี้ โดยเฉพาะบริเวณใบหน้านั้นเป็นภาพที่คล้ายพระพักตร์ของพระเยซูตามจินตนาการมากแม้จะเป็นเพียงภาพรางๆก็ตาม แต่ก็เห็นเค้าโครงที่ละม้ายพระองค์มาก

ผ้าห่อพระศพที่เมืองตูรินผืนนี้ถูกค้นพบตั้งแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจนนัก แต่มีการกล่าวถึงและบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา นับตั้งแต่นั้นคนทั่วไปต่างก็เชื่อว่าผ้าผืนนี้เป็นผ้าห่อพระศพพระเยซูจริง ทําให้ชาวคริสต์จากทั่วโลกต่างแห่แหนกันเดินทางไปยังเมืองตูรินเพื่อสักการบูชาผ้าผืนดังกล่าวนี้กันอย่างคับคั่งเรื่อยมา และจากนั้นมาเช่นกัน ผ้าห่อพระศพผืนนี้ก็ถูกนํามาใช้เป็นเครื่องยืนยันในเหตุการณ์ที่กล่าวไว้ในไบเบิล 2 เหตุการณ์ เหตุการณ์แรกคือพระองค์ถูกทหารโรมันทรมานก่อนตรึงกางเขนจริง กับอีกเหตุการณ์หนึ่งคือพระองค์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งแล้วเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์จริง

ในกรณีหลังนี้มีความเชื่อว่าพระองค์ทรงคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาจริงแล้วเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นที่ทําให้พระวรกายของพระองค์กลายเป็นอากาศธาตุลอดผ่านใยผ้าหายขึ้นสู่สรวงสวรรค์ โดยได้ทิ้งภาพของอากัปกิริยาสุดท้ายขณะที่พระองค์ทอดพระวรกายอยู่ภายใต้ผ้าผืนนี้เอาไว้แทน

Image of Edessa

มีเรื่องราวมากมายที่กล่าวถึงการค้นพบผ้าห่อพระศพผืนนี้ โดยเคยเชื่อกันว่าผ้าห่อพระศพผืนนี้เป็นผืนเดียวกันกับภาพฉายของพระเยซูภาพหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “ภาพแห่งเอเดสซา (Image of Edessa)” ภาพที่กล่าวถึงนี้มีลักษณะคล้ายกับภาพถ่ายของคนในยุคปัจจุบัน สําหรับที่มาของภาพดังกล่าวมีประวัติความเป็นมาเล่าว่า ในช่วงที่พระเยซูออกสอนสั่งผู้คนอยู่นั้น พระองค์ได้เดินทางไปถึงยังเมืองเอเดสซา (Edessa) เมืองสําคัญที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศอิรักในปัจจุบัน จนผู้คนในแถบนั้นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาพระองค์อย่างมาก กษัตริย์อับการ์ (Abgar) แห่งเอเดสซา ก็เป็นผู้หนึ่งที่เกิดความเลื่อมใสในคําสอนของพระองค์ เมื่อได้รับข่าวว่าพระเยซูถูกปลงพระชนม์จึงเศร้าโศกเสียใจอย่างมาก

กระทั่งต่อมาเมื่อสานุศิษย์ใกล้ชิดพระเยซูท่านหนึ่งเดินทางไปถึงเมืองเอเดสซาและเห็นความศรัทธาที่มีอย่างมากล้นต่อพระเยซูของกษัตริย์อับการ์ จึงหยิบผ้าผืนหนึ่งที่มีพระรูปของพระเยซูฉายติดอยู่บนผืนผ้ามอบให้แก่พระองค์เพื่อเก็บไว้สักการบูชา จึงเรียกภาพผืนดังกล่าวนี้ว่าภาพแห่งเอเดสซา เรื่องของภาพฉายดังกล่าวเคยมีความเชื่อกันเป็นเวลานานแล้วว่าภาพแห่งเอเดสซาเกิดจากปาฏิหาริย์ของพระเยซูที่ฉายภาพของพระองค์ติดลงไปบนผืนผ้าเช่นเดียวกับการใช้เทคนิคการถ่ายรูปในยุคปัจจุบัน ซึ่งในยุคแรกๆของเทคโนโลยีการถ่ายภาพที่มักมีความเชื่อกันว่าเป็นการดูดเอาวิญญาณเจ้าของภาพไปเก็บไว้บนแผ่นกระดาษ แต่นักวิชาการในปัจจุบันเชื่อว่าภาพแห่งเอเดสซาน่าจะเป็นเพียงภาพวาดที่ถูกสร้างเรื่องให้ดูอัศจรรย์เพื่อต้องการให้เห็นถึงปาฏิหาริย์ของพระเยซูเช่นเดียวกับเรื่องการชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นเท่านั้น

ซึ่งภาพดังกล่าวนี้ เป็นไปได้ว่าอาจถูกสร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีใดก็ตามที่ทําให้ภาพพระองค์แลดูมีชีวิตชีวาเช่นเดียวภาพถ่ายในปัจจุบัน คนในสมัยโบราณจึงเชื่อว่าเป็นภาพที่เกิดจากปาฏิหาริย์ของพระองค์ฉายพระพักตร์ติดลงบนผืนผ้า ปัจจุบันไม่ปรากฏว่าภาพดังกล่าวอยู่ที่ใด บ้างก็ว่าภาพดังกล่าวนี้เป็นภาพเดียวกับภาพ “พระพักตร์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเยหัว (Holy Face of Genoa)” ซึ่งเก็บรักษาอยู่ที่โบสถ์แห่งนักบุญบาร์โธโลมิวแห่งชาวอาร์เมเนียน (Church of St. Bartholomew of The Armenians) ในเยนัว ประเทศอิตาลี แต่ก็อีกเช่นกัน นักวิชาการยุคปัจจุบันต่างแย้งว่าภาพดังกล่าวเป็นเพียงภาพวาดที่ดูเก่าแก่โบราณเท่านั้น และที่เชื่อว่าภาพแห่งเอเดสซานี้เป็นภาพเดียวกัน กับผ้าห่อพระศพที่เมืองตูรินนั้น เรื่องนี้ถูกหักล้างลงไปได้ในที่สุดเพราะภาพแห่งเอเดสซาถูกระบุว่ามีเพียงภาพพระพักตร์ของพระเยซูเท่านั้น

เรื่องของผ้าห่อพระศพแห่งเมืองตูรินผืนนี้ปรากฏในบันทึกครั้งแรกว่าพบที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งมีชื่อว่า ไลเรย์ (Lirey) ตั้งอยู่ในจังหวัด โอเบอ (Aube) เมืองทรัวส์ (Troyes) ประเทศฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1357 ซึ่งในสมัยนั้นเมืองทรัวส์ตั้งอยู่ในเขตแคว้นแชมเปญ (Champagne) พบโดยภรรยา ม่ายของอัศวินสงครามครูเสดผู้หนึ่งที่ไปพบผ้าผืนนี้เข้าโดยบังเอิญในอารามประจําหมู่บ้าน จากนั้นผ้าผืนนี้ก็ตกไปอยู่ในการครอบครองของบุคคลต่างๆหลายต่อหลายคน ตั้งแต่กษัตริย์ ขุนนาง พระคาร์ดินัล ไปจนกระทั่งถึงพระสันตะปาปา ก่อนจะนําไปเก็บรักษาไว้อย่างเป็นทางการที่โบสถ์แห่งนักบุญจอห์น เมืองตูริน ในปี ค.ศ. 1578 เพื่อให้ชาวคริสต์มีโอกาสไปสักการบูชามาตั้งแต่บัดนั้น

กระทั่งในปี ค.ศ. 1979 จึงได้มีคณะนักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่า “โครงการวิจัยผ้าห่อพระศพเมืองตูริน (Shroud of Turin Research Project)” หรือที่เรียกย่อๆว่า “สเติร์ป (STURP)” ได้ขออนุญาตทางวาติกันนําผ้าห่อพระศพเมืองตูรินผืนนี้ออกมาทําการวิจัยเพื่อค้นหาความจริง และต้องการยุติข้อถกเถียงซึ่งในช่วงเวลานั้นเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก โดยมีทั้งกลุ่มคนที่เชื่อและไม่เชื่อว่าผ้าห่อพระศพผืนนี้เป็นผ้าที่ใช้คลุมพระศพของพระเยซูจริง จนมีการพูดพาดพิงมาถึงศาสนจักรต่างๆนานา คณะวิจัยคณะดังกล่าวนี้ได้นํากระบวนการพิสูจน์หลักฐานสมัยใหม่วิธีต่างๆมาใช้เพื่อหาคําตอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และสามารถเชื่อถือได้มาเปิดเผย กระทั่งในที่สุดจึงมีการลงความเห็นว่า “ผ้าห่อพระศพผืนนี้ถูกทําขึ้นตั้งแต่ภายหลังช่วงศตวรรษที่ 10 อย่างแน่นอน” แต่จะกระทําขึ้นมาด้วยกรรมวิธีใดหรือใช้เทคนิคอะไรเข้าช่วยนั้นไม่เป็นที่แจ้งชัดนัก บอกได้แต่เพียงว่าใช้เทคนิคโบราณบางอย่างซึ่งทําได้อย่างแนบเนียนมากเท่านั้น

โดยสิ่งที่ทําให้ทีมวิจัยสเติร์ปเชื่อว่าร่องรอยบนผ้าผืนนี้ถูกทําขึ้นเพื่อให้ดูคล้ายกับรอยเลือด คราบไขมัน หรือว่าร่องรอยที่เกิดจากการสลายของโปรตีนในเนื้อเยื่อสิ่งมีชีวิตจนทําให้เกิดภาพบนผืนผ้าได้นั้น เมื่อพวกเขาขยายดูเส้นใยของเนื้อผ้าด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้ว ก็พบว่าคราบที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ซึมผ่านเข้าไปจนถึงเส้นใยผ้าแต่อย่างใด เพียงแค่ฉาบอยู่บนพื้นผิวของใยผ้าเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเป็นคราบเลือด คราบไขมัน หรือคราบโปรตีนที่สลายออกมาจากพระศพจริง มันก็จะต้องซึมผ่านเข้าไปจนถึงเส้นใยผ้า ไม่ใช่เพียงแค่ฉาบอยู่บนพื้นผิวเช่นนี้ เช่นเดียวกับการวาดหรือพิมพ์ภาพไปลงบนผืนผ้าใบ ที่สีจะฉาบอยู่เพียงบนพื้นผิวผ้าใบเท่านั้น เหตุนี้จึงทําให้ชาวคณะผู้พิสูจน์ค่อนข้าง มั่นใจว่าภาพนี้ถูกทําขึ้นภายหลังอย่างแน่นอน

สนับสนุนโดย ufabet