เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2

Camera Obscura

นอกจากนี้ทางคณะสเติร์ปยังพยายามจะศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการที่คนในยุคนั้นนํามาใช้ในการสร้างภาพให้ปรากฏขึ้นบนผ้าห่อพระศพผืนนี้ให้ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่สามารถค้นพบวิธีการใดที่เป็นไปได้ จนกระทั่งในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา ข้อสรุปของทีมสเติร์ปก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้นอีก เมื่อมีคณะทํางานอีกชุดหนึ่งเข้ามาทําการสานต่องานของสเติร์ปในปี ค.ศ. 1988 คณะทํางานชุดนี้เป็นการรวมตัวของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) มหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา (University of Arizona) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส (Swiss Federal Institute of Technology) ได้จับมือกันศึกษาภาพบนผ้าห่อพระศพผืนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1)

โดยครั้งนี้มีการนําวิธีการสมัยใหม่วิธีหนึ่งเข้ามาใช้ในการตรวจสอบหาอายุของผ้าผืนนี้อีกด้วยคือวิธีการที่เรียกว่า “เรดิโอ คาร์บอน (Radio Carbon)” เป็นวิธีการหาค่าอะตอมของธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในอินทรียวัตถุต่างๆเพื่อหาอายุของสิ่งนั้นๆ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ผลออกมาแม่นยํากว่าวิธีการไหนๆ และยังเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันวิทยาศาสตร์ต่างๆทั่วโลกในปัจจุบันอีกด้วย ผลการวิจัยครั้งนั้นจึงยิ่งทําใหพบคําตอบที่ชัดเจนมากขึ้นไปอีก โดยพบว่าผ้าห่อพระศพผืนนี้มีร่องรอยของอินทรียวัตถุจริง แต่มีอายุเพียงแค่ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1260 ถึง ค.ศ. 1390 เท่านั้น ไม่ใช่ในปี ค.ศ. 33 ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน

จากผลการพิสูจน์ในครั้งนั้นจึงเป็นที่ยืนยันอีกครั้งว่าผ้าห่อพระศพผืนนี้เป็นผ้าผืนที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลังอย่างแน่นอน การค้นพบว่าผ้าห่อพระศพที่เมืองตูรินผืนนี้ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลังเช่นนี้จึงไม่เพียงแต่ทําลายความเชื่อดั้งเดิมที่ผู้คนเคยให้ความศรัทธาว่าเป็นผ้าห่อพระศพของพระเยซูผืนจริงเท่านั้น แต่หมายถึงได้ไปทําลายความเชื่อเรื่องบุญญาภินิหารของพระองค์อีกด้วย และเมื่อผลการศึกษานี้ถูกนํามาเปิดเผยต่อสาธารณชน จึงทําให้เกิดการวิวาทะกันยกใหญ่ระหว่างฝ่ายที่ยังเชื่อและศรัทธาอย่างเหนียวแน่นกับฝ่ายที่เชื่อในข้อมูลใหม่นี้ กระทั่งในที่สุดฝ่ายที่ยังคงเชื่อและศรัทธาก็ออกมากล่าวหากลุ่มที่ทําการวิจัยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสเติร์ปหรือคณาจารย์มหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งว่าเป็นพวกที่บิดเบือนความจริงเพื่อหวังทําลายศาสนา ซึ่งบางทีก็หนักข้อถึงกับกล่าวหาพวกเขาว่าเป็นพวกบูชาซาตานไปเลยก็มี

ด้วยวิวาทะที่หาข้อยุติไม่ได้เช่นนี้ จึงได้มีความพยายามจากฝ่ายต่างๆเพื่อจะค้นหาความกระจ่างของเรื่องนี้ให้มากยิ่งขึ้นให้ได้ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะไม่ว่าจะนําเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายอย่างไร ฝ่ายที่เชื่อก็พร้อมที่จะเชื่อโดยไม่ฟังข้อโต้แย้งต่างๆอยู่แล้ว แต่กระบวนการ ค้นหาความกระจ่างในครั้งนั้นส่งผลดีอย่างหนึ่ง คือการปลุกเร้าให้เกิดความตื่นตัวในการแสวงหาความรู้จนกระทั่งเกิดมีทฤษฎีต่างๆขึ้นมากมายเพื่อจะมุ่งไปสู่การค้นหาคําตอบให้ได้ว่าคนในสมัยก่อนใช้วิธีการใดสร้างสิ่งเสมือนชิ้นนี้ขึ้นจนคนทั่วไปเชื่อว่าผ้าผืนนี้เป็นผ้าที่ใช้คลุมพระศพพระเยซูจริง และให้ความศรัทธาเคารพกราบไหว้มาเป็นเวลานานหลายร้อยปี

3 ทฤษฎีว่าด้วยการพิสูจน์ผ้าห่อพระศพแห่งตูริน

Shroud of Turin

ทฤษฎีแรกซึ่งเสนอขึ้นมาก็คือภาพดังกล่าวถูกวาดขึ้น ทฤษฎีนี้สืบเนื่องจากถ้อยแถลงของวอลเตอร์ แมคโครน (Walter McCrone) หนึ่งในคณาจารย์ชุดสเติร์ปที่ทําการพิสูจน์ผ้าผืนนี้เป็นครั้งแรก และออกมาเปิดเผยว่าเขามีความเชื่อว่าผ้าผืนนี้ถูกวาดขึ้นมากกว่าวิธีการอื่น เขาได้ศึกษาถึงร่องรอยต่างๆบนผืนผ้าที่เชื่อว่าเป็นคราบเลือดจนพบว่าที่แท้คราบเหล่านั้นเป็นสีที่ช่างวาดภาพในยุคสมัยกลางใช้กันนั่นเอง แต่ความคิดเห็นของแมคโครนเกิดไปขัดแย้งกับสมาชิกในทีมสเติร์ปคนอื่นๆ โดยมีสมาชิกบางคนเชื่อว่าไม่น่าจะใช้เทคนิคตื้นๆแบบนั้น หากวาดขึ้นด้วยสีก็ต้องมีรอยแปรงรอยพู่กันให้เห็นได้ชัดเจนด้วย แต่จากการตรวจสอบสารประกอบในการทําสีนั้น ไม่พบสารประกอบ เหล่านั้นอยู่เลย นอกจากนี้ยังมีการนําไปพิสูจน์เพื่อค้นหาร่องรอยแปรงโดยใช้โปรแกรม 3 มิติฉายภาพบนผืนผ้าให้เกิดมิติ เพื่อตรวจหารอยของฝีแปรงให้ละเอียดขึ้น ก็ไม่พบร่องรอยของแปรงแต่อย่างใดด้วยเช่นกัน

ทฤษฎีต่อมาคือการหาวัสดุอื่นที่ไม่ใช่สีมาใช้ในการวาด โดยเสนอว่าเทคนิคที่ใช้นั้นน่าจะเป็นเทคนิคที่รู้จักกันมาแต่ดึกดําบรรพ์แล้ว เป็นการใช้ “ผงออกไซด์ของเหล็ก” หรือ “สนิมเหล็ก” ซึ่งมีสีน้ำตาลมาผสมกับ “ไขมันสัตว์” แล้วกวนให้เข้ากันจนเกิดความเหนียวข้น จึงนํามาเขียนลงบนผืนผ้าโดยอาศัยจินตภาพของพระเยซูตามที่กล่าวไว้ในไบเบิล แต่ทฤษฎีนี้ก็ตกไปอีกเนื่องจากสเติร์ป ได้ทําการพิสูจน์หาผงออกไซด์หรือสนิมเหล็กก่อนแล้ว และพบผงออกไซด์ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งผืนผ้าไม่ได้มีเพียงเฉพาะตรงรอยคราบเท่านั้น สิ่งนี้จึงทําให้สรุปได้ว่าออกไซด์เหล่านั้นน่าจะปนเปื้อนมาบนผืนผ้าจากที่ต่างๆระหว่างที่ผ้าผืนนี้เปลี่ยนมือไปเรื่อยๆตามกาลเวลามากกว่า โดยทีมสเติร์ป ยังพยายามค้นหาวิธีการวาดภาพด้วยวิธีอื่นๆซึ่งคนในยุคโบราณใช้อันอาจเป็นที่มาของภาพบนผืนผ้านี้ แต่ก็ไม่พบวิธีการใดที่มีความเป็นไปได้เลย

Camera Obscura

ทฤษฎีต่อมานั้นมีผู้เสนอว่าภาพที่ปรากฏน่าจะมาจากเทคนิคการถ่ายภาพวิธีใดวิธีหนึ่งที่คนโบราณอาจมีความรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้วก็เป็นได้ ตามประวัติวิวัฒนาการด้านการถ่ายภาพกล่าวว่าเทคนิคการถ่ายภาพมีขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว กล้องถ่ายภาพตัวแรกเกิดขึ้นในช่วงราวศตวรรษที่ 17 เรียกว่า “คาเมรา ออบสคิวรา (Camera Obscura)” แต่ก่อนหน้านั้นมีการคิดค้นวิธีการถ่ายภาพได้นานแล้ว และ คาเมรา ออบสคิวรา ก็พัฒนาขึ้นมาจากเทคนิคที่คนโบราณใช้มาก่อน วิธีการถ่ายภาพที่คนโบราณใช้กันนั้นจะอาศัยแสงอาทิตย์เป็นตัวนําในการสร้างภาพสิ่งใดก็ตามให้ปรากฏลงพื้นผิววัสดุเช่น หิน โลหะ หรือผ้าก็ตาม วิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว เพราะมีหลักฐานว่า อริสโตเติล (Aristotle) นักปราชญ์กรีกโบราณผู้มีชื่อเสียงได้เคยกล่าวถึงวิธีการถ่ายภาพแบบนี้ว่ามีมาตั้งแต่ 400 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยอธิบายถึงวิธีการดังกล่าวว่า

ถ้าหากปล่อยให้แสงอาทิตย์ฉายภาพของวัตถุใดๆเข้าไปทางรูเล็กๆผ่านห้องที่มืดมิด แล้วให้แสงฉายมาตกกระทบบนพื้นผิววัสดุที่มีความสว่าง โดยมีระยะห่างระหว่างรูกับวัสดุประมาณครึ่งฟุต ก็จะมีภาพของวัตถุสีคล้ำๆปรากฏขึ้นในลักษณะที่เป็นภาพกลับหัวบันทึกลงไปบนพื้นผิววัสดุที่มีความสว่างนั้นได้”

หลักการนี้เป็นที่มาของเทคนิคการถ่ายภาพซึ่งต่อมาอีกนานนับพันปี จึงถูกนํามาพัฒนาโดย เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ศิลปินและนักประดิษฐ์ผู้มีชื่อเสียงในยุคสมัยกลาง ประดิษฐ์เป็นกล้องถ่ายภาพขึ้น เพื่อใช้ในการวาดภาพตัวเองในปี ค.ศ. 1490 นับแต่นั้นมาก็มีศิลปินคนอื่นๆนําวิธีนี้มาใช้บ้างจนเริ่มเป็นที่แพร่หลาย กระทั่งมีผู้นําเทคนิคนี้มาพัฒนาขึ้นใหม่เพื่อใช้ในการประดิษฐ์ คาเมรา ออบสคิวรา ที่ถือเป็นกล้องถ่ายภาพซึ่งเป็นต้นแบบของกล้องถ่ายรูปในยุคปัจจุบันเมื่อปี ค.ศ. 1604

เทคนิคการถ่ายภาพแบบเดียวกับ คาเมรา ออบสคิวรา นี้เป็นอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งที่คิดกันว่าน่าจะเป็นวิธีการที่นํามาใช้สร้างภาพบนผืนผ้าห่อพระศพแห่งตูริน โดยเชื่อว่าอาจเป็นไปได้ที่มีผู้คิดเทคนิคนี้ขึ้นมาใช้ได้สําเร็จก่อนหน้าที่ เลโอนาร์โด ดา วินชี จะประดิษฐ์เครื่องมือถ่ายภาพของเขาขึ้น หรือไม่ก็เป็น ดา วินชี นั่นเองที่เป็นผู้ทําขึ้น หรือจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งนําเอาเครื่องมือของ ดา วินชี ไปใช้ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน ข้อสันนิษฐานนี้ ลินน์ พิคเนตต์ (Lynn Picknett) ได้เสนอไว้ในหนังสือชื่อ “ผ้าห่อพระศพตูริน : เลโอนาร์โด ดา วินชี หลอกลวงประวัติศาสตร์อย่างไร (Turin Shroud : How Leonardo da Vinci Fooled History)” ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องส่วนตัวของ ดา วินชี ที่มีพฤติกรรมแปลกๆและมักแสดงออกถึงการต่อต้านศาสนาที่อยู่ในความคิดส่วนลึกของเขา

ในผลงานจํานวนมากมายหลายภาพซึ่งวาดเกี่ยวกับศาสนา ดา วินชี มักใส่ปริศนาที่แสดงถึงความไม่เลื่อมใสในศาสนาของเขาลงไปบนภาพเป็นประจํา และโดยส่วนตัวของเขานั้น ดา วินชี ก็มีอุปนิสัยแปลกๆ มีอารมณ์ขัน จนบางครั้งก็แสดงความคิดประหลาดๆใส่ไว้ในผลงาน จึงอาจเป็นไปได้ที่ผ้าห่อพระศพแห่งเมืองตูรินจะเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่มาจากความคิดประหลาดเพื่อเล่นตลกหรือล้อเลียนวงการศาสนาก็เป็นได้ นอกจากนี้ ดา วินชี ยังมักคบหากับบุคคลระดับสูงในสังคมอยู่เป็นประจํา ตั้งแต่พระสันตะปาปา คาร์ดินัล กษัตริย์ เจ้าเมือง หรือขุนนางต่างๆก็ล้วนเป็นมิตรสหายกับเขา จึงน่าจะเป็นการง่ายที่ ดา วินชี จะขอนําผ้าห่อพระศพตูรินที่แต่เดิมอาจไม่มีภาพหรือร่องรอยของคราบโลหิตชัดเจนอย่างที่เห็น มาทําการแก้ไขด้วยวิธีการอันแยบยลของเขาเองให้ดูขลังยิ่งขึ้น หรือ อาจเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับการว่าจ้างจากทางฝ่ายศาสนาเอง ที่ต้องการให้ผ้าห่อพระศพเป็นเรื่องราวโด่งดังขึ้น

แต่ทฤษฎีของ ลิน พิคเนตต์ นี้ไม่ค่อยมีคนยอมรับนัก เพราะเชื่อว่าถึงแม้ ดา วินชี จะมีอุปนิสัยดังที่กล่าวกันนี้และไม่มีความเคารพในศาสนาอย่างไร เขาก็คงไม่คิดอุตริทําอะไรที่ลวงโลกได้ถึงขนาดนั้น

สนับสนุนโดย ufabet