เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์

อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีการเสนอขึ้นมาก็คือการทําให้เกิดรูปภาพโดยใช้แสงอาทิตย์แผดเผาให้เกิดเป็นร่องรอยและโครงร่างของสิ่งต่างๆบนผืนผ้า ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย นาธาน วิลสัน (Nathan Wilson) ซึ่งมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนนิว เซนต์ แอนดรูว์ (New St. Andrew School) วิลสันทดลองวิธีการดังกล่าวโดยนําเอาวัตถุบางอย่างไปทาบกับผืนผ้าลินิน แล้วปล่อยให้แสงแดดแผดเผาผ่านแผ่นกระจกเพื่อเพิ่มความร้อนเป็นเวลานาน 10 วัน เมื่อนําวัตถุออกจากผืนผ้าก็จะเกิดเป็นรูปร่างของวัตถุที่ทาบไว้ถ่ายลงบนผืนผ้า โดยสามารถเห็นรายละเอียดของวัตถุนั้นเป็นภาพรางๆติดอยู่ด้วย เขาจึงเรียกวิธีการนี้ว่า “การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์” (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2)

ทฤษฎีอื่นๆเกี่ยวการพิสูจน์ผ้าห่อพระศพแห่งตูริน

shroud of turin

วิลสันยังได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดภาพโดยที่มีรายละเอียดของวัตถุถ่ายลงไปบนผืนผ้าด้วยว่า ภาพที่เกิดขึ้นเกิดจากลักษณะพื้นผิวของวัตถุมีความสูงต่ำของระดับพื้นผิวที่แตกต่างไม่เรียบเสมอกัน พื้นผิวของวัตถุแต่ละส่วนเมื่อนําไปทาบบนผ้าและเผาด้วยแสงแดด มันจึงถูกความร้อนของแสงแดดเผาไม่เท่ากัน ระดับที่สูงกว่าจะได้รับความร้อนเข้มข้นกว่า จึงเกิดรอยไหม้เกรียมกว่า ส่วนพื้นผิวที่ต่ำกว่าก็จะถูกความร้อนเบาบาง รอยไหม้จึงจางกว่า และด้วยความไม่เท่ากันของรอยไหม้นี้เองที่ทําให้เกิดเป็นภาพของวัตถุนั้นๆปรากฏอยู่บนผืนผ้าในลักษณะที่มีรายละเอียดคล้ายมีมิติ ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ได้รับความสนใจจากสเติร์ปนําไปศึกษาด้วยเช่นกัน

แต่จากการนําไปทดลองทําดูนั้น ทางทีมงานก็ได้รับคําตอบว่ารอยไหม้ที่เกิดจากแดดเผาจนทําให้เกิดภาพของวัตถุปรากฏขึ้นบนผ้านั้น มันไม่สามารถทําให้เกิดภาพที่เห็นรูปร่างและรายละเอียดได้ชัดเจนอย่างเช่นภาพซึ่งปรากฏอยู่บนผ้าห่อพระศพแห่งตูรินผืนนั้น แต่ต่อมาวิธีการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก โจ นิคเกลล์ (Joe Nies ell) ซึ่งเป็นนักค้นคว้าเรื่องราวเหนือจริงผู้หนึ่ง นิคเกลล์นําวิธีการนี้ไปขยายต่อโดยเพิ่มเติมเรื่องของน้ำหนักวัตถุเสริมเข้าไปด้วย เขาให้เหตุผลว่าภาพที่ปรากฏบนผืนผ้าจะชัดเจนได้มากเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักของวัตถุที่กดทับลงบนผ้าด้วย หากวัตถุที่นํามาใช้เป็นต้นแบบให้แสงแดดเผาเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆหรือมีน้ำหนักเบา ก็จะทําให้เกิดร่องรอยเพียงจางๆเท่านั้น

แต่ถ้าหากใช้รูปปั้นหุ่นคนขนาดเท่ากับคนจริงมาเป็นต้นแบบให้น้ำหนักของรูปปั้นกดทับลงบนผืนผ้าก็จะทําให้ภาพที่ปรากฏดูชัดเจนขึ้นได้ นอกจากนี้นิคเกลล์ยังเพิ่มเติมอีกด้วยว่าถ้าหากจะให้เห็นร่องรอยชัดเจนขึ้นก็ควรทําให้ผ้านั้นเปียกเสียก่อน จึงค่อยนํามาห่มคลุมรูปปั้นแล้วกดให้ผ้าที่เปียกแนบสนิทกับทุกซอกหลืบของรูปปั้น ผ้าที่เปียกจะทําให้รูปปั้นแนบชิดกับทุกสัดส่วนของผืนผ้าได้ง่ายขึ้น จากนั้นจึงนําผงโลหะมาสาดใส่ให้ทั่วทั้งผืน แล้วนําเจลาตินหรือเยลลีที่ได้จากไขกระดูกสัตว์มาทาให้ทั่วทั้งผืนผ้า เสร็จแล้วจึงนําไปตากแดดโดยทิ้งไว้อย่างนั้นเป็นเวลาหลายๆวันจนกว่าผงโลหะจะเป็นสนิม และความร้อนจากรูปปั้นที่ถูกแสงแดดเผาก็จะถ่ายเทลงบนผืนผ้าจนไหม้เกรียมเป็นรูปเป็นร่างตามรูปของรูปปั้น โดยที่สนิมจะช่วยให้ภาพนั้นเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้นอีก แต่อย่างไรก็ดี วิธีการดังกล่าวนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะให้คําตอบในเรื่องของคราบเลือดที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้าห่อพระศพแห่งตูรินได้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่เสนอขึ้นโดย ดร. จอห์น เดอซัลโว (Dr. John DeSalvo) ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องของศาสตร์และรหัสนัยที่แฝงในงานศิลปะ และสถาปัตยกรรมยุคโบราณที่มีผลงานหนังสือออกมามากมายหลายเล่ม ดร. เดอซัลโว เสนอทฤษฎีว่าถ้าหากผ้าที่ตูรินเป็นผ้าห่อพระศพของพระเยซู จริง แต่ภาพของพระเยซูที่เห็นนั้นอาจมาปรากฏขึ้นในภายหลังตามที่มีการตรวจวัดค่าคาร์บอนและพบว่าภาพที่เห็นมีอายุเพียงประมาณช่วงศตวรรษที่ 13 เท่านั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าภาพที่ปรากฏนั้นเป็นภาพของพระเยซูจริง แต่เพิ่งมาปรากฏขึ้นในภายหลังจากพระองค์ถูกตรึงกางเขนนานนับพัน ปีแล้ว

ตามทฤษฎีนี้ ดร.เดอซัลโว อธิบายว่าสารอินทรีที่อยู่ในร่างกายมนุษย์ เมื่อหลั่งออกมาแล้วมันจะติดอยู่บนผ้านั้นอย่างถาวร หากไม่มีอะไรไปทําให้เจือจางหรือล้างออก แต่มันจะไม่ปรากฏให้เห็นร่องรอยได้ในทันที จะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางเคมีสักระยะหนึ่งจึงทําให้เกิดเป็น ภาพหรือเห็นร่องรอยของสารอินทรีที่ติดอยู่บนผ้าปรากฏขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงจะทําให้โลหิตหรือเหงื่อ หรืออะไรก็ตามที่หลั่งออกมาจากพระวรกายของพระองค์ซึมติดในเนื้อผ้าปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ตามทฤษฎีนี้จึงสรุปว่าอายุจริงของผ้าผืนดังกล่าวกับอายุของภาพหรือ รอยที่ปรากฏก็จะเป็นคนละช่วงเวลากันได้ เมื่อทีมสเติร์ปนํามาตรวจสอบจึงได้ผลออกมาว่าคราบซึ่งปรากฏเป็นภาพนั้นมีอายุเพียงแค่ประมาณช่วงศตวรรษที่ 13 เท่านั้น ทั้งที่ผ้าผืนนั้นมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 แล้ว

เพื่ออธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ดร.เดอซัลโว ยกเอาตัวอย่างของเทคนิคการสร้างภาพใบไม้หรือดอกไม้ให้ปรากฏขึ้นบนแผ่นกระดาษด้วยวิธีการนําใบไม้หรือดอกไม้เหล่านั้นไปสอดไว้ที่กลางเล่มของหนังสือเล่มหนาๆแล้วหุบหนังสือปิดลง โดยปล่อยหนังสือทิ้งเอาไว้อย่างนั้นประมาณ 1 เดือน เมื่อนํากลับมาเปิด ดอกไม้หรือใบไม้นั้นจะแห้งกรอบเพราะสูญเสียน้ำและความชื้นไปจนหมด และเมื่อนําดอกไม้หรือใบไม้แห้งออกไปก็จะเห็นภาพของดอกไม้หรือใบไม้ปรากฏขึ้นบนแผ่นกระดาษที่เห็นได้ทั้งรูปร่างของใบไม้จนถึงรายละเอียดของเส้นใยบางส่วนที่มีสีน้ำตาลเข้มบ้าง จางบ้าง ตามความเข้มข้นจากความชื้นของสารเคมีที่ถ่ายเทออกจากดอกไม้ใบไม้ตามจุดต่างๆจนมัน แห้งกรอบไปในที่สุด

สารเคมีดังกล่าวนี้จะมีลักษณะเป็นกรด มันจึงไหลซึมออกมาทําปฏิกิริยากับเนื้อกระดาษหนังสือโดยอาศัยเวลาเป็นตัวแปรทําให้สารเคมีเหล่านั้นค่อยๆเกิดเป็นภาพสีน้ำตาลขึ้น วิธีนี้เป็นเทคนิคภาพพิมพ์วิธีหนึ่งที่อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติมาใช้ และเป็นที่รู้จักกันดีในวงการศิลปะ เทคนิคนี้เรียกกันว่า “วาเปอร์กราฟิก (Vaporgraphic)” หรือวิธีการพิมพ์โดยอาศัยความชื้นนั่นเอง

นอกเหนือจากนี้ ดร.เดอซัลโว ยังได้อธิบายถึงกระบวนการทางเคมีที่สามารถจะทําให้เกิดภาพบนผืนผ้าห่อพระศพตูรินดังกล่าวตามทฤษฎีของเขาอีกด้วยว่า สารเคมีจากร่างกายมนุษย์ที่ว่านี้ก็คือ “กรดนม (Lactic Acid)” ซึ่งเจือปนอยู่กับธาตุแลคโตส (Lactose) ภายในร่างกาย ดร.เดอซัลโว ชี้แจงว่ากรดนมชนิดนี้มักเจือปนอยู่ในเหงื่อหรือเลือดที่หลั่งออกจากร่างกาย ทางการแพทย์พบว่าสารเคมีชนิดนี้จะหลั่งออกมามากที่สุดในยามที่ถูกทําให้ตกใจสุดขีดหรือยามที่เกิดความเจ็บปวดอย่างที่สุด ซึ่งตามไบเบิลกล่าวว่าพระเยซูถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้อย่างทรมานแสนสาหัสก่อนที่จะถูกนําไปตรึงกางเขน

ดร. เดอซ์ซัลโว อธิบายว่าจากเหตุการณ์ดังกล่าวทําให้มีกรดนมหลั่งออกมาพร้อมกับโลหิต และเหงื่อจากพระวรกายของพระองค์เป็นจํานวนมาก เมื่อเชิญพระศพของพระองค์ลงมาจากไม้กางเขนแล้วคลุมด้วยผ้าห่อพระศพในทันทีนั้น นับจากช่วงเวลาที่นําพระศพไปไว้ยังสุสานจนถึงวันซึ่งพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาอีกครั้งตามที่กล่าวในไบเบิล ผ้าลินินห่อพระศพผืนนั้นจึงมีเวลาที่มากพอจะดูดซับทั้งเหงื่อและโลหิตของพระองค์ซึ่งเต็มไปด้วยกรดนมเข้มข้นซึมลงบนผืนผ้า ส่วนใดที่สัมผัสกับร่างกายอย่างแนบชิดกว่าก็จะซึมซับเอากรดนมเหล่านั้นเข้าไปได้มากกว่า แต่ในช่วงเวลานั้นจะยังไม่เห็นร่องรอยใดๆอยู่บนผ้าห่อพระศพ ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรกว่าที่กรดนมจะทําปฏิกิริยากับอากาศและใยผ้าจนทําให้มีภาพปรากฏขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานหลายร้อยปีจึงจะมีภาพดังกล่าวปรากฏให้เห็นได้ชัดเจน

แต่ถึงแม้ทฤษฎีของ ดร. เดอซัลโว จะฟังดูน่าเชื่อถือเพียงใดก็ตาม ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ดี เพราะสิ่งที่เขาอธิบายนี้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สเติร์ปพบว่าคราบหรือภาพซึ่งเกิดขึ้นบนผืนผ้าไม่ได้ฝังลึกลงไปจนถึงใยผ้า แต่ฉาบอยู่เพียงพื้นผิวของผ้าเท่านั้น หากเชื่อตามทฤษฎีซึ่ง ดร. เดอซัลโว เสนอแล้ว สารเคมีที่เรียกว่ากรดนมจะต้องซึมซับลงบนผืนผ้าจนลึกไปถึงใยผ้าด้วย ทฤษฎีนี้จึงไม่ได้ให้คําตอบที่ชัดเจนอีกเช่นกัน

The Second Messiah: Templars, the Turin Shroud and the Great Secret of Freemasonry

ยังมีทฤษฎีที่แปลกอีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถหาคําตอบได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เหมือนกับทฤษฎีต่างๆที่กล่าวมา แต่ก็นับเป็นทฤษฎีที่มีผู้คนให้ความสนใจอย่างมากเมื่อถูกเสนอ ทฤษฎีนี้เสนอโดย คริสโตเฟอร์ ไนต์ (Christopher Knight) และ โรเบิร์ต โลมาส (Robert Lomas) ผู้ ติดตามค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องเร้นลับของกลุ่มอัศวินที่ชื่อว่าไนต์ส เทมปลาร์ กล่าวไว้ในหนังสือ “การปรากฎพระองค์เป็นครั้งที่สองของพระเมสสิยาห์ : เทมปลาร์, ผ้าห่อพระศพตูริน และความลับยิ่งใหญ่ของฟรีเมสันรี (The Second Messiah: Templars, the Turin Shroud and the Great Secret of Freemasonry)” ว่าผ้าห่อพระศพผืนนี้ที่แท้แล้วเป็นผ้าที่เคยถูกใช้คลุมร่างของ ชาคส์ แห่ง โมเลย์ (Jacques de Molay) ผู้นํากลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ คนสุดท้ายก่อนจะถูกกําจัดจนหมดสิ้นไปในปี ค.ศ. 1307

ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า ชาคส์แห่งโมเลย์ ถูกคําสั่งของพระสันตะปาปา คลีเมนต์ที่ 5 (Pope Clement V) และกษัตริย์ ฟิลิปที่ 4 (King Philip IV) แห่งฝรั่งเศสที่ต้องการทําลายกลุ่มอัศวินกลุ่มนี้ลงให้หมดสิ้น โดยในการกวาดล้างครั้งนั้นเหล่าสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ ถูกจับคุมขังและทรมานก่อนถูกนําไปเผาทั้งเป็นเป็นจํานวนมาก รวมทั้งชาคส์แห่งโมเลย์ด้วย และจากการตามสืบค้นของไนต์ และ โลมาส นั้น ทั้งสองเชื่อว่าชาคส์แห่งโมเลย์ได้ถูกนําไปทรมานในลักษณะเดียวกับที่ทหารโรมันกระทํากับพระเยซู และยังถูกนําไปตรึงกางเขนเช่นเดียวกันอีกด้วย แต่ในกรณีของ ชาคส์แห่งโมเลย์นี้ถูกตอกตะปูติดกับประตูอารามของพวกเทมปลาร์เอง

และตอนที่นําร่างของเขาลงมานั้น ชาคส์แห่งโมเลย์ยังไม่เสียชีวิตแต่อย่างใด เขาจึงถูกนําไป พยาบาลด้วยวิธีการนอนราบลงบนผืนผ้าลินินในลักษณะคลุมไปทั่วทั้งร่าง ทั้งด้านหน้าด้านหลัง เพื่อซับเหงื่อและรอยเลือดให้แห้ง ซึ่งต่อมาผ้าที่ถูกใช้ซับเลือดและเหงื่อของชาคส์แห่งโมเลย์ ผืนนี้ถูกเก็บไว้โดยสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ ผู้หนึ่งซึ่งหลบหนีการกวาดล้างครั้งนั้นมาได้ ต่อมาไม่นาน ชาคส์แห่งโมเลย์ก็ถูกฝ่ายศาสนาตามจับกุมได้อีก แล้วนําตัวไปเผาทั้งเป็นจนเสียชีวิตสมใจฝ่ายที่คิดกําจัดเขา สําหรับผ้าผืนที่ใช้ซับเลือดและเหงื่อของชาคส์แห่งโมเลย์ ผืนดังกล่าวต่อมาก็ตกไปอยู่ในมือของแม่ม่ายที่เป็นภรรยาของไนต์ส เทมปลาร์ ผู้เก็บผ้าผืนนั้นเอาไว้ กระทั่งในที่สุดก็ถูกนําไปเก็บในอารามของเมืองไลเรย์นั่นเอง

เรื่องทั้งหมดที่เล่ามานี้ก็คือความพยายามของฝ่ายต่างๆที่ต้องการจะหาคําตอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนผ้าห่อพระศพที่เมืองตูริน อันนับเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวคริสต์ทั่วโลกสักการบูชา โดยอาศัยวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาช่วยค้นหาความจริงเท่านั้น แม้คําตอบส่วนใหญ่จะทําให้เห็นว่าสิ่งที่เกิด ขึ้นกับผ้าห่อพระศพผืนนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มีข้อสรุปลงไปได้อย่างชัดเจนว่าผ้าดังกล่าวไม่ใช่ผ้าผืนที่ใช้ห่อพระศพพระเยซูจริง เพียงแต่ไม่สามารถรับรองได้ว่าภาพหรือคราบต่างๆที่ปรากฏบนผ้าผืนนี้จะเป็นภาพและร่องรอยซึ่งเกิดขึ้นจากพระศพของพระเยซูจริงเท่านั้น

อย่างไรก็ดีทีมที่ทําการตรวจสอบผ้าห่อพระศพที่เมืองตูรินผืนนี้โดยเฉพาะทีมสเติร์ปและทีมคณาจารย์ของ 3 มหาวิทยาลัยนั้นได้ออกตัวก่อนแล้วว่าไม่มีจุดประสงค์จะทําให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนที่มีต่อผ้าห่อพระศพผืนนี้แต่อย่างใด จึงให้ผู้ที่รับข้อมูลเหล่านี้ไปควรเป็นผู้พิจารณาด้วยตัวเองโดยไม่มีการฟันธงแต่อย่างใดว่าผ้าดังกล่าวเป็นจริงหรือเป็นเท็จ และจนถึงทุกวันนี้ชาวคริสต์จากทั่วโลกก็ยังคงให้ความศรัทธาต่อผ้าผืนดังกล่าวว่าเป็นผ้าศักดิ์สิทธิ์ และเดินทางไปสักการบูชาผ้าผืนนี้ทุกๆปีอย่างเนืองแน่นต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet