ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

Knights Templar

กล่าวถึงเรื่องราวของอัศวินเร้นลับและชวนฉงนจนถูกกล่าวขานกันมากที่สุดก็คือกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) คําว่า “เทมปลาร์ (Templar)” นี้มีความหมายเดียวกันกับคําว่า “เทมเปิล (Temple)” แปลว่า “วิหาร” มาจากชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเองว่า “อัศวินผู้ยากไร้แห่งพระคริสต์และวิหารแห่งโซโลมอน (The Poor Knights of Christ and the Temple of Solomon)” ชื่อนี้มาจากชื่อของสถานที่ซึ่งอัศวินกลุ่มนี้ใช้เป็นที่ปักหลักอาศัยภายหลังจากเข้าร่วมกับกองทัพชาวคริสต์บุกเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มมาจากชาวมุสลิมได้สําเร็จในสงครามครูเสด (Crusade Wars) ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1099 ซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณภูเขาวิหาร หรือ เทมเปิล เมาต์ (Temple Mount) ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์

บริเวณเดียวกันนี้ก็ยังเป็นที่ตั้งของสุเหล่า อัล-อักซา (Al-Aqsa Mosque) กับโดมแห่งศิลา (Dome of Rock) อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของทางด้านชาวมุสลิมตั้งอยู่ใกล้ๆกันเหนือภูเขาวิหาร หรือเทมเปิลเมาต์แห่งนั้นอีกด้วยเช่นกัน

กำเนิดของกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar)

Knights Templar

กลุ่มอัศวิน ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) เริ่มเกิดขึ้นภายหลังจากสิ้นสุดสงครามครูเสดครั้งแรกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1096 – ค.ศ. 1099 (สงครามครูเสด เกิดขึ้นทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง นับจากศตวรรษที่ 11 ไปจนถึงศตวรรษที่ 13 เป็นสงครามศาสนาที่มีต้นเหตุมาจากความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายชาวคริสต์กับชาวมุสลิม แม้แต่กับชาวคริสต์ด้วยกันเองก็ยังมีเหตุให้เกิดสงครามครูเสดขึ้นด้วยเช่นกัน) สําหรับชนวนเหตุที่ทําให้เกิดสงครามครูเสดครั้งแรกขึ้นนั้น เริ่มต้นจากการที่ชาวคริสต์ต้องการยึดกรุง เยรูซาเล็มจากชาวมุสลิมที่ในเวลานั้นครอบครองเมืองนี้อยู่ เนื่องจากเมืองแห่งนี้ถือเป็นดินแดนซึ่งเป็นจุดกําเนิดของศาสนาคริสต์ และยังเป็นที่ตั้งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายที่ชาวคริสต์ให้ความเคารพศรัทธา

ชาวคริสต์ในทั่วทุกหนแห่งโดยเฉพาะจากยุโรปจึงมักเดินทางไปแสวงบุญและสักการบูชาพระเจ้าของพวกเขายังสถานที่สําคัญเหล่านั้นในเยรูซาเล็ม กระทั่งเมื่อชาวมุสลิมได้แผ่ขยายอํานาจเข้ามายึดครองดินแดนนับจากตุรกี ซีเรีย เลบานอน จอร์แดน ปาเลสไตน์ และอิสราเอลในปัจจุบัน ซึ่งก็รวมไปถึงเยรูซาเล็มด้วย ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมานั้น ชาวมุสลิมก็ได้นําศาสนาอิสลามเข้ามา แผ่อิทธิพลลงบนแผ่นดินต่างๆเหล่านั้น และสร้างศาสนสถานสําคัญของตนอยู่ทั่วไปในแถบนั้น โดยเฉพาะที่เยรูซาเล็มนั้นชาวมุสลิมก็ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนด้วยเช่นกัน เนื่องจากทั้งสองศาสนาต่างมีประวัติศาสตร์ในช่วงการก่อตั้งศาสนา ณ ดินแดนแห่งนี้ร่วมกัน มีศาสดาพยากรณ์องค์เดียวกัน แม้ว่าจะมีองค์พระศาสดาผู้ประกาศศาสนาต่างกันก็ตาม

เมื่อชาวมุสลิมเข้ามายึดครองดินแดนแถบนี้ จึงเกิดข้อบาดหมางกันขึ้นระหว่างคนของทั้งสองศาสนา เนื่องจากเมื่อชาวมุสลิมเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้แล้ว เมื่อชาวคริสต์ต้องการจะเดินทางมาแสวงบุญยังเยรูซาเล็มก็มักเกิดความไม่สะดวก โดยอ้างว่าฝ่ายตนมักถูกปล้นชิง ถูกทําร้าย และถูกสังหารโดยฝ่ายมุสลิมในระหว่างการเดินทางผ่านเมืองต่างๆที่ชาวมุสลิมยึดครองอยู่เป็นประจํา จึงมี การปลุกให้ชาวคริสต์ตระหนักถึงปัญหานี้เรื่อยมา กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ซึ่งถือเป็นการจุดชนวนสงครามขึ้นก็คือการที่ กาหลิบ อัล-ฮาคิม (Caliph A-Hakim) ประมุขของชาวมุสลิมผู้ปกครองดินแดนดังกล่าวในเวลานั้นสั่งทําลายวิหารสําคัญของชาวคริสต์แห่งหนึ่งคือ วิหารแห่งสุสานอันศักดิ์สิทธิ์ (Church of the Holy Sepulcher)

ในปี ค.ศ. 1009 สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งเชื่อกันในหมู่ชาวคริสต์ทั่วไปว่าเคยใช้เป็นสุสานที่ฝังพระศพของพระเยซู (Jesus) และพระองค์ได้ฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาอีกครั้งที่นี่ก่อนจะเสด็จสู่สรวงสวรรค์ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิล วิหารแห่งนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแตนติน มหาราช (Emperor Constantine the Great) จักรพรรดิโรมันองค์แรกซึ่งประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลัก การสั่งทําลายวิหารแห่งสุสานอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งนั้นจึงเป็นการลบหลู่สิ่งเคารพบูชาของชาวคริสต์อย่างสุดที่จะอดกลั้น ไม่เพียงเท่านั้น กาหลิบ อัล-ฮาคิม ยังมีนโยบายต่อต้านชาวคริสต์ที่เดินทางไปแสวงบุญยังเยรูซาเล็มอย่างเด็ดขาดรุนแรงอีกด้วย

การกระทําของฝ่ายมุสลิมในครั้งนั้นร้อนไปถึงคริสตจักรแห่งโรมซึ่งเป็นศูนย์กลางของชาวคริสต์ในยุโรป ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตอบโต้ทางฝ่ายมุสลิม แต่ก็ยังไม่มีหนทางใดที่จะตอบโต้ได้ถนัดนัก จนกระทั่งเมื่อพระสันตะปาปาเออร์บานที่ 2 (Pope Urban I) ขึ้นดํารงตําแหน่งในปี ค.ศ. 1088 พระองค์ต้องการแก้ปัญหาเรื่องการแสวงบุญยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ให้ลุล่วง จึงเดินหน้าติดต่อฝ่ายต่างๆให้มาช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ทั้งฝ่ายฆราวาสและฝ่ายสงฆ์ โดยได้มีการก่อตั้งสภาแห่งแคลร์มองต์ (Council of Clermont) ขึ้นในปี ค.ศ. 1095 เพื่อคิดหาหนทางแก้ปัญหานี้โดย เฉพาะ

กระทั่งในปีต่อมาจึงสามารถรวบรวมกําลังของชาวคริสต์จากทุกภาคส่วนทั้งพระราชาคณะ พระสงฆ์ นักบวช กษัตริย์ ขุนนาง อัศวิน รวมไปจนถึงพ่อค้าและชาวบ้านชาวเมืองจากต่างเมืองต่างรัฐ ได้ร่วมกันจัดตั้งเป็นกองทัพ “ครูเสด” ขึ้นจนกลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่หลายกองทัพบุกไปทําสงคราม กับชาวมุสลิม เพื่อแย่งชิงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของตนกลับคืน (คําว่า “ครูเสด” สันนิษฐานว่ามีความหมายที่หมายถึง “ไม้กางเขน” อันเป็นสัญลักษณ์สําคัญของชาวคริสต์ที่มีความหมายหมายถึงพระเยซู และถูกนํามาเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพครูเสดอีกด้วย)

สงครามครูเสดครั้งนั้นดําเนินไปเป็นเวลานาน 3 ปี จึงได้ยุติลงในปี ค.ศ. 1099 ด้วยชัยชนะของฝ่ายคริสต์ และนอกจากจะบุกเข้ายึดเยรูซาเล็มได้สําเร็จแล้ว ยังสามารถยึดเมืองสําคัญจากการยึดครองของฝ่ายมุสลิมตามเส้นทางผ่านได้บางส่วนอีกด้วย จากนั้นฝ่ายคริสต์ก็สถาปนาราชอาณาจักร เยรูซาเล็ม (Kingdom of Jerusalem) ขึ้น และภายหลังชัยชนะของฝ่ายคริสต์เช่นกันที่ไนต์ส เทมปลาร์ ได้เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นก่อตั้งขึ้นโดย ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ (Hugues de Payens) ซึ่งเป็นคนในอาณัติของ เคาน์ต แห่ง แชมเปญ (Count of Champagne) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทน ของแคว้นแชมเปญ (Champagne) นําทัพเข้าร่วมกับกองทัพครูเสดไปรบกับชาวมุสลิมในสงครามครั้งนั้นด้วย

พอเสร็จสิ้นสงครามครั้งนั้นแล้ว ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ ก็เดินทางกลับแคว้นแชมเปญ และกลับมาเยรูซาเล็มอีกครั้งใน ปี ค.ศ. 1104 ซึ่งการกลับมาครั้งนี้เขารับภารกิจในการอารักขา เคาน์ต แห่ง แชมเปญเดินทางไปแสวงบุญที่เยรูซาเล็ม และอยู่ที่นั่นจนถึงปี ค.ศ. 1108 ถึงแม้ เคาน์ต แห่ง แชมเปญ จะเดินทางกลับฝรั่งเศสไปแล้ว แต่ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ยังคงปักหลักอยู่ที่เยรูซาเล็มต่อไป ซึ่งระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในเยรูซาเล็มเป็นเวลาหลายปี ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่ออกสํารวจตามสถานที่ต่างๆทั่วทั้งเยรูซาเล็ม และพูดคุยกับชาวบ้านทั้งที่เป็นชาวยิวและชาวลาตินซึ่งอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มมาเป็นเวลานานจนทราบเรื่องราวต่างๆเป็นอย่างดี แล้วเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นเดินทางกลับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1114 กระทั่งอีก 5 ปีต่อมา ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ จึงเดินทางกลับไปที่เยรูซาเล็มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเดินทางไปพร้อมกับอัศวินอีก 8 คน เพื่อกระทําภารกิจบางอย่างที่ได้รับมอบหมายจากเคาน์ต แห่ง แชมเปญ

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet