การตีความของจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail) ในความหมายใหม่

The Holy Grail

ในประเด็นเรื่องสายโลหิตของพระเยซูนั้น ผู้ซึ่งทําการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือนักค้นคว้า 3 คนชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์ (Michael Baigent) ริชาร์ด ลี (Richard Leigh) และ เฮนรี ลินคอล์น (Henry Lincoln) ทั้งสามร่วมกันเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเล่มหนึ่งในปี ค.ศ. 1986 ชื่อ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Blood and the Holy Grail)” เป็นหนังสือขายดีที่สร้างความแตกตื่นให้กับวงการนักศึกษาเรื่องราวนอกคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างมาก ตามการตีความในหนังสือเล่มนี้คําว่า “จอกศักดิ์สิทธิ์” ไม่ได้หมายถึงจอกใส่น้ำหรือจอกใส่เหล้า แต่หมายถึง “มดลูก” หรือ “ครรภ์มารดา”

จอกศักดิ์สิทธิ์ในความหมายใหม่

จอกศักดิ์สิทธิ์ในความหมายใหม่

ทั้งสามได้นําเรื่องในตํานานโบราณต่างๆที่เล่าเรื่องของพระเยซูและมักเชื่อมโยงกับเรื่องของ “จอกศักดิ์สิทธิ์” มาใช้ โดยตั้งปริศนาในการค้นคว้าเรื่องนี้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คนในรุ่นโบราณต้องการจะเล่าเรื่องนี้โดยซ่อนรหัสนัยเอาไว้กับคําว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเลี่ยงการกล่าวตรงๆที่อาจทําให้เกิดความขัดแย้งได้ โดยวิธีการใช้สัญลักษณ์ที่แฝงรหัสนัยเช่นนี้เป็นวิธีการสื่อสารแบบหนึ่งซึ่งนิยมใช้ในงานศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคก่อน เพื่อซ่อนความคิดเห็นของผู้รู้เห็นความลับบางอย่าง แต่หลีกเลี่ยงที่จะบอกตรงๆจึงใส่รหัสนัยเอาไว้ให้คนตีความกันเอง

การใส่รหัสนัยนี้มีทั้งการเขียนตัวอักษรไขว้หรือใส่ตัวเลขเป็นรหัส แต่ในที่นี้ใช้เป็นรูปสัญลักษณ์ โดยใช้สัญลักษณ์ของจอกใส่น้ำที่มีความหมายหมายถึงมดลูกมารดายามตั้งครรภ์ที่มักกล่าวถึงในนิยายหรือตํานานเรื่องเล่าต่างๆเรื่องการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็บอกว่าจอกดังกล่าวเป็นจอกซึ่งพระเยซูใช้เสวยเหล้าองุ่นในพระกระยาหารมื้อสุดท้ายก่อนถูกชาวโรมันจับกุม แต่บ้างก็ว่าเป็นจอกที่ใช้รองโลหิตซึ่งไหลออกจากพระวรกายตอนถูกตรึงกางเขน แต่จากการศึกษาของไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น เชื่อว่าเป็นรหัสนัยที่หมายถึงครรภ์ของแมรี แมกกาลีน ผู้พิทักษ์สายโลหิตของพระเยซู

ในหนังสือสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ อธิบายถึงการใช้ชื่อเรียกซึ่งไบเจนต์ลี และ ลินคอล์น เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์มากกว่าความหมายตรงตัว โดยเทียบคํา “จอกศักดิ์สิทธิ์” ในภาษาอังกฤษคือ “holy grail” ส่วนในภาษาฝรั่งเศสเก่าใช้คํา “san-great” อ่านออกเสียงว่า “ซองกรีออล” แต่หากเปลี่ยนวักตอนใหม่เป็น “sang-reat” ความหมายก็จะเปลี่ยนเป็น “สายเลือดกษัตริย์ (Royal Blood)” ทั้งสามเชื่อว่าคําคํานี้ถูกใช้เพื่อแฝงรหัสนัยเกี่ยวกับความลับที่บอกไม่ได้ในเรื่องสายโลหิตของพระเยซูเอาไว้ตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว ซึ่งนอกจากทฤษฎีของทั้งสามนี้แล้วยังมีทฤษฎีของนักค้นคว้า

King Arthur and the Knights of the Round Table

เรื่องนี้ที่น่าสนใจอีกผู้หนึ่งคือลอเรนซ์ การ์ดเนอร์ (Laurence Gardner) ผู้แต่งหนังสือ “สายโลหิตแห่งจอกศักดิ์สิทธิ์ (Bloodline of the Holy Grail)” การ์ดเนอร์ก็อ้างเรื่องรหัสนัยของจอกศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน แต่มีความจากความหมายของคําว่า “กษัตริย์นักตกปลา (Fisher King)” ซึ่งปรากฏอยู่ในตํานานเรื่อง “กษัตริย์อาเธอร์กับเหล่าอัศวินโต๊ะกลม (King Arthur and the Knights of the Round Table)” โดยบอกว่าในสมัยโบราณเคยเรียกพวกนักบวชกันว่า “คนตกปลา (Fisher)” และเรียกเหล่าผู้รับศีลว่า “ฝูงปลา (Fishs)” เมื่อครั้งพระเยซูออกสอนสั่งประชาชนก็เรียกพระองค์ว่าคนตกปลาเช่นกัน

จนเมื่อความศรัทธาที่มีต่อพระองค์มากขึ้น และมีฝูงปลาติดตามพระองค์มากขึ้น จึงมีการยกย่องพระองค์เป็น “กษัตริย์นักตกปลา” ในเรื่องกษัตริย์อาร์เธอร์ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงการที่เหล่าอัศวินโต๊ะกลมออกตามหา “จอกศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งมีความเชื่อจากคนส่วนใหญ่ว่าเหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้เป็นการอุปมาอุปไมยมากกว่าความหมายตรงตัว โดยมีความหมายบอกถึงการออกตามหาความจริงของเหล่าอัศวิน หากผู้ใดพบจอกศักดิ์สิทธิ์ก็จะพบกับสัจธรรมทั้งมวล

ตามตํานานที่เล่ากันนั้นกล่าวถึงจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าอยู่ในครอบครองของกษัตริย์นักตกปลา ถึงจะมีการแต่งแต้มสีสันให้เรื่องราวดูมีความสนุกสนานมากยิ่งขึ้นตามใจผู้เล่าอย่างไรก็ตาม แต่การ์ดเนอร์ บอกว่าใจความสําคัญอยู่ที่รหัสนัยต่างๆซึ่งซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องของกษัตริย์นักตกปลาและจอกศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่ผู้เล่าหรือผู้แต่งตํานานต้องการบอกเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ระหว่างบรรทัดที่กล่าวตรงๆไม่ได้ และการ์ดเนอร์ก็ตีความว่ากษัตริย์นักตกปลาหมายถึง “พระเยซู” ส่วนจอกศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือ “ครรภ์ของแมรี แมกดาลีน” นั่นเอง ส่วนการที่กษัตริย์นักตกปลาเป็นผู้ครอบครอง จอกศักดิ์สิทธิ์นั้นสามารถตีความได้ว่า “กษัตริย์แห่งฝูงปลาเป็นเจ้าของสายโลหิตที่อยู่ในครรภ์นั้น”

ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวถึงกษัตริย์ตกปลา หรือฟิชเชอร์ คิง ว่าอาจเป็นรหัสนัยระบุถึงตําบลที่อยู่ของแมรี แมกดาลีน ก็เป็นได้ ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงแมรี แมกดาลีน ว่าเป็นชาวแมกดาลา (Magdala) คําคํานี้แปลว่าหอคอย เป็นชื่อของหมู่บ้านตั้งอยู่ในแคว้นกาลิลี (Galilee) ทางตอนเหนือของอิสราเอลปัจจุบัน แต่ในบางแห่งกล่าวว่าชื่อเต็มๆของหมู่บ้านแห่งนี้คือแมกดาลา นูนัยยา (Magdala Nunayya) ที่แปลว่าแมกดาลาแห่งฝูงปลา (Magdala of the Fishes) เป็นหมู่บ้านชาวประมงติดกับชายฝั่งทะเลกาลิลี จึงสรุปได้ว่าการใช้รหัสนัยเรื่อ กษัตริย์นักตกปลา ก็เพื่อจะชี้มาถึงตัวแมรี แมกดาลีน นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีการตีความอีกว่าเรื่องของเหล่าอัศวินโต๊ะกลมที่ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็น่าจะเป็นการอุปมาเรื่องที่กลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ ออกตามหาความลับดังกล่าวนี้ในเยรูซาเล็มอันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ด้วยเช่นกัน ถ้าหากเทียบเรื่องกษัตริย์อาร์เธอร์กับอัศวินโต๊ะกลม ตอนที่ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์นั้น เรื่องดังกล่าวถูกแต่งขึ้นในช่วงศตวรรษ ที่ 11 – 12 เป็นต้นมา ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ไนต์ส เทมปลาร์ เป็นที่แพร่หลายและทรงอิทธิพลอยู่ในยุโรปเช่นกัน สําหรับเหตุผลที่เหตุใดเรื่องต่างๆเหล่านี้ต้องถูกปกปิดและเล่าไว้เป็นรหัสนัย

เรื่องนี้วิเคราะห์กันว่าเป็นเพราะฝ่ายคริสตจักรไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบกับความเชื่อนั่นเอง และมี คนจํานวนมากเช่นกันที่เชื่อว่าฝ่ายคริสตจักรในสมัยโบราณ ตั้งแต่เริ่มมีการชําระไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testament) ซึ่งกล่าวถึงในช่วงที่พระเยซูทรงมีพระชนม์ชีพอยู่และออกทําภารกิจสอนสั่งผู้คน ภาพของแมรี แมกดาลีน ถูกพาดพิงในด้านลบเป็นส่วนใหญ่ เช่นในบทของลูกา (Luke) มัทธิว (Matthew) และ มาระโก (Mark) ที่กล่าวไว้แตกต่างกันทั้งสถานะและเหตุการณ์ซึ่งคล้ายเป็นแมรีคนละคนกัน แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่าทั้งหมดนั้นคือแมรี แมกดาลีน คนเดียวกัน เช่น ผู้หญิงที่พระเยซูทรงขับผีร้ายออกจากร่างนางเจ็ดตน ผู้หญิงมีบาปผู้ไม่ปรากฏนาม หญิงชั่วในบ้านของพวกฟาริสีผู้ล้างพระบาทให้แก่พระเยซู ผู้หญิงผิดศีลธรรมในบ้านของซีโมนคนโรคเรื้อนที่ชโลมน้ำมันหอมลงบนพระเศียรพระเยซู

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet