ความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพ The Last Supper ของ Leonardo Da Vinci

The Last Supper

การกล่าวถึง แมรี แมกดาลีน ในคัมภีร์เบิลภาคพันธสัญญาใหม่เช่นนี้ ทําให้เห็นถึงอคติที่มีต่อนางจึงเน้นถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการทําให้เกิดความรู้สึกว่านางพยายามติดตามพระเยซูไปทุกหนทุกแห่ง จนเหล่าสานุศิษย์ใกล้ชิดพระองค์ต่างรู้สึกอึดอัด และหลายต่อหลายครั้งที่มีการ กล่าวถึงนางก็พยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงชื่อนางตรงๆ แต่ก็มีการกล่าวถึงไว้หลายตอนเช่นกันที่ทําให้เห็นว่าพระเยซูได้ออกมาปกป้องและยินยอมให้นางติดตามพระองค์ไปตามที่ต่างๆเอง

สิ่งเหล่านี้ทําให้เกิดความรู้สึกว่านางอาจถูกเหล่าสานุศิษย์คนอื่นๆตั้งข้อรังเกียจก็เป็นได้ ทั้งที่นางน่าจะนับได้ว่าเป็นสานุศิษย์คนหนึ่งของพระเยซูด้วยจากการติดตามพระองค์ไปยังที่ต่างๆ เช่นเดียวกับสานุศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นเพราะการที่นางเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในจํานวนสานุศิษย์ทั้งหมด นางจึงต้องมีสถานะอื่นที่แตกต่างไปจากสานุศิษย์คนอื่นๆ และด้วยเหตุนี้หรือไม่จึงทําให้สานุศิษย์คนอื่นๆเกิดความไม่พอใจนาง จนนํามาสู่การว่าร้ายนางในภายหลังหลังจากที่พระเยซูถูกตรึง กางเขนแล้ว และมีการเขียนไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ขึ้น

ไขปริศนารูปภาพของ Leonardo Da Vinci

The Last Supper

โดยไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่นั้นรวบรวมขึ้นจากคําบอกเล่าของบรรดาสานุศิษย์คนต่างๆถ่ายทอดต่อๆกันมา แต่ละบทแต่ละเหตุการณ์จึงสะท้อนออกมาจากมุมมองและทัศนคติของแต่ละบุคคลเช่นกัน แต่พอมาถึงในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมแห่งการโต้เถียงและแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ จึงทําให้เกิดมุมมองใหม่ขึ้นดังเช่น ที่เสนอในหนังสือ “พระเยซูกับเทพธิดาที่สาบสูญ Jesus and the Lost Goddess)” เขียนโดย ทิโมธี ฟรีค (Timothy Freke) และ ปีเตอร์ แกนดี (Peter Gandy) กล่าวถึงพฤติกรรมที่แมรี แมกดาลีนกระทําดังที่กล่าวในไบเบิล เช่น การล้างพระบาทพระเยซูในบ้านพวกฟาริสี ซึ่งนางยังได้สยายผมออกมาเช็ดพระบาทพระองค์อีกด้วยนั้น นางอาจกระทําในฐานะเป็นภรรยาที่ปรนนิบัติต่อสามีหรือไม่ โดยทั้งสองได้ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายยุคโบราณของชาวยิวนั้น หญิงชาวยิวต้องไม่สยายผมในที่สาธารณะ และต้องไม่สยายผมต่อหน้าผู้อื่นที่ไม่ใช่สามี การที่ แมรี แมกดาลีน กระทําเช่นนั้นจึงตีความเป็นอื่นไปไม่ได้

ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง แมรี แมกดาลีน กับพระเยซูที่ถูกเปิดเผยโดย ดร. มอร์ตัน สมิธ (Dr. Morton Smith) ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ซึ่งนํามาจากม้วนบันทึกโบราณฉบับหนึ่งซึ่งพบอยู่ในอารามมาร์ ซาบา (Mar Saba Monastery) ที่เยรูซาเล็ม บันทึกดังกล่าวเขียนขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 ระบุนามผู้บันทึกไว้ว่าคลีเมนต์ แห่ง อเล็กซานเดรีย (Clement of Alexandria) ซึ่งมีฐานะเป็นพระนักบวชรูปหนึ่ง กล่าวถึงบันทึกของ มาร์ค หรือ มาระโก สานุศิษย์คนหนึ่งของพระเยซูซึ่งไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อนแม้ แต่ไบเบิลบทมาระโกก็ตาม กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนที่พระเยซูเสด็จไปปลุกให้ ลาซารัส (Lazarus) ซึ่งเป็นน้องชายของ แมรี แมกดาลีน ฟื้นคืนขึ้นมาจากความตายนั้น มาระโก บันทึกประโยคหนึ่งว่า “และพี่สาวของชายหนุ่มผู้ซึ่งพระเยซูทรงรัก” ชายหนุ่มคือ ลาซารัส ส่วนพี่สาวที่กล่าวถึงก็คือ แมรี แมกดาลีน นั่นเอง

เรื่องของอคติที่มีต่อ แมรี แมกดาลีน นี้จะเกิดขึ้นมาด้วยสาเหตุใดนั้น มีการวิเคราะห์ว่าอาจไม่ใช่แค่เพียงสาเหตุเพราะพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อพระเยซูตามที่กล่าวมาเท่านั้น โดยตั้งข้อสังเกตจากการที่ในไบเบิลมักกล่าวถึงนางอยู่หลายตอน จึงทําให้เห็นบทบาทของนางว่าอาจจะไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวถึงธรรมดาเท่านั้น แต่น่าจะเป็นบุคคลที่มีความสําคัญผู้หนึ่ง จึงเกิดการตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ แมรี แมกดาลีน อาจได้รับการยอมรับจากพระเยซูให้เป็นสานุศิษย์โดยสมบูรณ์แล้ว หมายถึงสานุศิษย์คนที่ 14 และการเป็นสานุศิษย์สตรีเพียงคนเดียวในกลุ่มน่าจะมีแรงกดดันจากสานุศิษย์ชายคนอื่นๆเป็นอย่างมาก

โดยธรรมชาติของผู้หญิงที่ต้องคอยทําหน้าที่หลายอย่างซึ่งผู้ชายทําไม่ถนัดนัก และด้วยการทําเช่นนี้นานๆเข้าก็อาจทําให้นางถูกเรียกใช้บ่อยครั้งจนสานุศิษย์คนอื่นๆเริ่มเกิดความรู้สึกว่าพระองค์โปรดปรานนางมากที่สุดก็เป็นได้ จนอาจเกิดกระแสความไม่พอใจขึ้นในกลุ่มสานุศิษย์ และอาจมีสานุศิษย์บางคนหนุนปีเตอร์ (Peter) หรือ เปโตร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสานุศิษย์เอกที่พระองค์ไว้วางใจที่สุดมาเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ทราบกันโดยทั่วไปว่าปีเตอร์คือผู้ที่พระเยซูโปรดปรานที่สุด และ หมายมั่นให้เป็นผู้สืบทอดภารกิจต่อจากพระองค์ และปีเตอร์ก็คือผู้เผยแผ่คําสอนของพระเยซูจนถึงกรุงโรมภายหลังจากพระองค์ถูกตรึงกางเขนแล้ว กระทั่งในที่สุดก็ถูกตรึงกางเขนจนถึงแก่ชีวิตเช่นเดียวกัน แต่ต่อมาเมื่อชาวโรมันยอมรับในศาสนาคริสต์และสถาปนานิกายโรมันคาทอลิกขึ้น ปีเตอร์ก็ได้รับการสถาปนาให้เป็นพระสันตะปาปาองค์แรกย้อนหลัง ถึงแม้ตัวท่านจะสิ้นไปแล้วก็ตาม

เรื่องความขัดแย้งระหว่างสานุศิษย์ของพระเยซูต่อ แมรี แมกดาลีน โดยเฉพาะปีเตอร์นั้นเป็นที่สงสัยกันตลอดมา จนมีผู้ค้นคว้าเรื่องนี้แล้วนํามาไขปริศนาโดยนําภาพวาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังภาพหนึ่งของ เลโอนาโด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) ชื่อว่า “พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย (The last Supper)” มาใช้เป็นโจทย์ ซึ่งดา วินชี นั้นมีความเชื่อกันอย่างมากว่าเขาก็คือบุคคลในระดับแกนนําของสมาคมลับไพรเออรี ออฟ ซีออน (Priory of Sion) เช่นกัน โดยตีความภาพวาดชิ้นดังกล่าวว่า ดา วินชี ก็มีความเชื่อว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองเช่นกัน จึงพยายามสื่อสารถึงสิ่งที่เขาคิดลงในภาพเพื่อให้คนทั่วไปตีปริศนานี้ โดยแอบใส่ภาพของ แมรี แมกดาลีน ลงไปท่ามกลางเหล่าสานุศิษย์ด้วย

ภาพของนางนั้นนั่งอยู่ติดกับพระองค์ทางด้านขวามือ ถ้าหากสังเกตใบหน้าของสานุศิษย์ผู้นี้ให้ดีก็จะเห็นว่ามีใบหน้าหมดจดงดงามคล้ายใบหน้าหญิงสาว ซึ่งใครๆมักเข้าใจว่าภาพบุคคลดังกล่าวก็คือ จอห์น (John) หรือ ยอห์น สานุศิษย์คนหนึ่งของพระเยซูที่มักมีการพรรณนารูปลักษณ์ว่าเป็นชายที่หน้าตาหมดจดคล้ายหญิงสาว แต่ ดา วินชี ตั้งใจจะทิ้งรหัสนัยสื่อถึงปัญหาดังกล่าวนี้ให้ผู้คนได้ขบคิด จึงซ่อนรูปของ แมรี แมกดาลีน ไว้ตรงตําแหน่งดังกล่าวเพื่อต้องการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า แมรี แมกดาลีน ก็มีความสําคัญในหมู่สานุศิษย์ของพระเยซูเช่นกัน

นอกจากนี้ยังแทรกเรื่องของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง ปีเตอร์ กับ แมรี แมกดาลีน เอาไว้ด้วย ซึ่งในภาพจะเห็นปีเตอร์ทํามือในท่าทางที่ดูคล้ายจะข่มขู่ แมรี แมกดาลีน อีกด้วย เหตุใดจึงต้องเชื่อว่ามีการแฝงรหัสนัยลงไปมากมายเช่นนี้ แล้วเหตุใดจึงมีผู้ตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่กล่าวในคัมภีร์ไบเบิลกันมากมายเช่นนี้ด้วย

สนับสนุนโดย ufabet