ทฤษฎีจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยบทบาทที่ถูกบิดเบือนของ แมรี แมกดาลีน

Dead Sea Scrolls

จากการค้นพบ เดดซี สกรอลล์ (Dead Sea Scrolls) หรือ ม้วนคัมภีร์เดดซีในปี ค.ศ. 1947 ในถ้ำแห่งหนึ่งที่กุมราน (Qumran) ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบเดดซี มีการพบว่าเหตุการณ์ช่วงพระชนม์ชีพของพระเยซูที่กล่าวในคัมภีร์ดังกล่าวไม่ตรงกับที่เล่าไว้ในไบเบิลหลายต่อหลายบท จึงทําให้ผู้คนเริ่มเกิดความสงสัยต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลว่าเป็นดังที่เล่าจริงหรือไม่ จนเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ม้วนคัมภีร์เดดซีนี้เชื่อกันว่าบันทึกโดยนักบวชชาวยิว เขียนขึ้นในช่วงเวลาก่อนจะมีการชําระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชเป็น เวลานาน

ทฤษฎีจอกศักดิ์สิทธิ์

Rosslyn Chapel

การพบความแตกต่างระหว่างคัมภีร์ไบเบิลกับคัมภีร์เดดซีนี้ทําให้เกิดความคิดขึ้นว่าคัมภีร์ไบเบิลที่ชําระใหม่อาจเสริมเติมแต่งเรื่องราวต่างๆขึ้นมาเองก็เป็นได้ ทั้งที่ระบุว่ารวบรวมขึ้นจากคัมภีร์ของชาวยิวโบราณด้วยเช่นกัน จึงเริ่มทําให้ผู้คนสงสัยในเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจนต้องออกเสาะหา ข้อมูลต่างๆกันเองว่ามีสิ่งใดถูกปกปิดไว้บ้าง จนพบว่าประเด็นดังกล่าวนี้เป็นข้อถกเถียงที่มีมาแต่โบราณแล้วเช่นกันไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มักนิยมแสดงความคิดเห็นกันออกมาผ่านทางรหัสนัยกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นตรงๆในสมัยก่อนทําได้ยาก จึงต้องบอกแบบอ้อมๆด้วยการใช้รหัสนัยใส่ลงไปในผลงานต่างๆเพื่อให้คนตีความกันเอาเอง

สําหรับเรื่องของรหัสนัยที่คนรุ่นก่อนพยายามบอกและแฝงอยู่ตามผลงานต่างๆของพวกเขา มีหนังสือที่น่าสนใจอยู่เล่มหนึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้ชื่อ “กุญแจไฮแรม (The Hiram Key)” เขียนโดยนักค้นคว้ารหัสนัยสองคนคือ คริสโตเฟอร์ ไนต์ (Christopher Knight) และ โรเบิร์ต โลมาส (Robert Lomas) ในหนังสือกล่าวถึงปริศนาที่มักแฝงอยู่ในสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณและสมัยกลาง โดยนําข้อมูลจาก เดดซี สกรอลล์ มาใช้ในการขบปริศนาต่างๆที่ถูกซ่อนเร้นจากคัมภีร์ไบเบิลด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสนอทฤษฎีซึ่งเกี่ยวกับปริศนาของ ไนต์ส เทมปลาร์ ต่อข้อสงสัยที่ถกเถียงกันมากว่าพวกเขาค้นพบอะไรในเยรูซาเล็ม จึงนํามาซึ่งอิทธิพลและความร่ำรวยในหมู่พวกเขา

ด้วยการถอดรหัสจากสิ่งก่อสร้างต่างๆอันเป็นทรัพย์สินของสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ ที่มีอยู่ทั่วทั้งยุโรป อังกฤษ และ สกอตแลนด์ เช่น ปราสาท อาราม รูปปั้น และ รูปเคารพต่างๆที่เชื่อว่าล้วนแต่แฝงรหัสนัยเอาไว้เพื่อสื่อถึงความลับบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับคริสตจักรซึ่งพวกเขาค้นพบทั้งสิ้น โดยยกตัวอย่างสถานที่แห่งหนึ่ง คือ โบสถ์รอสส์ลิน (Rosslyn Chapel) ในสกอตแลนด์ ที่มีความ แปลกตาทั้งรูปทรงสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ที่เต็มไปด้วยรหัสนัยแฝงเอาไว้ทั้งสิ้น และรหัสนัยเหล่านั้นก็ต้องการที่จะสื่อถึงความลับที่ถูกปกปิดไว้ซึ่งกลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ เป็นผู้ค้นพบและพิทักษ์เอาไว้นั่นเอง แล้วสิ่งใดที่ไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบและพิทักษ์ไว้ ทฤษฎีที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ “จอกศักดิ์สิทธิ์”

ย้อนกลับไปที่เรื่องของจอกศักดิ์สิทธิ์ ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเขียนโดย ไมเคิล ไบเจนต์, ริชาร์ด ลี และ เฮนรี ลินคอล์น ที่ทั้งสามตั้งทฤษฎีเอาไว้ว่าเป็นรหัสนัยหมายถึงครรภ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ แมรี แมกดาลีน เป็นผู้อุ้มนั้น ในหนังสือดังกล่าวได้อ้างถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีสิ่งก่อสร้างอันเป็นรหัสนัยคล้ายกับที่โบสถ์รอสส์ลิน ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนี้ก็ตั้งอยู่ในเขตที่เคยอยู่ในอิทธิพลของ เคาน์ต แห่ง ตูลูส ผู้อุปถัมภ์กลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ นั่นเอง โดยผู้ดูแลสถานที่แห่งนั้นก็ยังมีเรื่องราวคล้ายกับกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ด้วยเช่นกัน คือเกิดร่ำรวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตาแบบทันทีทันใดทั้งที่เคยใช้ชีวิตสมถะ

สถานที่ดังกล่าวนี้ก็คือ เรนน์ส เลอ ชาโต (Rennes le Chateau) ปราสาทแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในเขตแคว้นอ็อกซิตานี (Occitanie) ซึ่งในยุคสมัยกลางเคยเป็นเขตแคว้นตลุสมา ก่อน ภายในสถานที่แห่งนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่เชื่อว่าเป็นรหัสนัยบ่งบอกถึงการเคารพบูชา แมรี แมกดาลีน อย่างชัดเจน ปราสาทหลังนี้เริ่มสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 5 ตั้งแต่สมัยโรมันจนถึงวิซิโกธ (Visigoth) ที่เข้ามามีอิทธิพลในแถบนี้ภายหลังชาวโรมัน กระทั่งตระกูล เคาน์ต แห่ง ตลุส เข้ามายึดครองต่อไปนับจากช่วงศตวรรษที่ 8 เป็นต้นมา และมีการปรับปรุงปราสาทขึ้นมาใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 11 ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น กล่าวเอาไว้ในหนังสือสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาว่า มีการค้นพบแผ่นหนังที่เป็นจารึกโบราณผืนหนึ่งที่นี่ ซึ่งในแผ่นหนังดังกล่าวนี้เปิดเผยถึงความลับเรื่องของพระเยซูเอาไว้ด้วย จะเป็นเพราะความลับนี้หรือไม่ที่นํามาซึ่งความร่ำรวยของผู้ดูแลปราสาทแห่งนี้

เรื่องของ แมรี แมกดาลีน ยังมักปรากฏเป็นปริศนาอยู่ในภาพวาดที่ศิลปินมีชื่อเสียงจํานวนมากนิยมวาดภาพของนางพร้อมกับสัญลักษณ์ 3 สิ่ง คือไม้กางเขน หัวกะโหลก และหนังสือ สิ่งเหล่านี้ถูกตีความว่าเหล่าศิลปินต้องการใส่รหัสนัยเพื่อให้เห็นถึงความสําคัญในตัว แมรี แมกดาลีน ที่มักถูก ลดบทบาทลงอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้คนได้ขบคิดและตระหนักในความสําคัญของตัวนางที่มีมากกว่าการเป็นหญิงสาวซึ่งเลื่อมใสและคอยติดตามพระเยซูไปทุกหนทุกแห่งเท่านั้น

สําหรับการตีความรหัสนัยที่กล่าวถึงนี้มีผู้อธิบายว่า ภาพไม้กางเขนหมายถึงนางเป็นผู้คอยเฝ้าดูพระเยซูอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่พระองค์ถูกตรึงกางเขนกระทั่งมีการเชิญพระศพลงมาเก็บไว้ในสุสาน และเป็นผู้เห็นพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาอีกครั้งก่อนเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ส่วนหัวกะโหลกก็สื่อถึงสถานที่ซึ่งพระเยซูถูกตรึงกางเขนที่เรียกว่า เกลโกธา (Golgotha) ในภาษาฮิบรูหมายถึง เนินหัวกะโหลก ที่เรียกเช่นนี้เนื่องจากบริเวณนั้นถูกใช้เป็นทุ่งประหารชีวิตของชาวโรมัน สําหรับหนังสือ นั้นหมายถึงคัมภีร์หรือคําสอนของพระเยซู การที่มีภาพของนางปรากฏอยู่พร้อมกับของ 3 สิ่งนี้ ในทฤษฎีที่เชื่อกันว่านางเป็นผู้พิทักษ์จอกศักดิ์สิทธิ์จึงตีความได้ว่า ศิลปินที่วาดภาพของ แมรี แมกดาลีน ออกมาเช่นนี้ก็เพื่อต้องการสื่อสารให้เห็นว่านางเป็นผู้ทําหน้าที่พิทักษ์สิ่งสําคัญของพระเยซูนั่นเอง โดยใช้วิธีทางอ้อมให้ทราบว่านางมีความสําคัญที่ไม่ใช่เป็นเพียงสานุศิษย์หรือผู้ติดตามธรรมดาเท่านั้น แต่มีสถานะที่เหนือกว่านั้นมาก ซึ่งอาจหมายถึงเป็นครอบครัวของพระองค์ที่ตามธรรมเนียมทั่วไปภรรยาจะเป็นผู้เก็บรวบรวมและรักษาสิ่งสําคัญของสามีเอาไว้ในยามที่สามีจากไปก่อน คําอธิบายเช่นนี้คงต้องใช้วิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเป็นการตีความหรือตีขลุมกันแน่

สนับสนุนโดย ufabet