Sarah The Lost Princess เจ้าหญิงผู้สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์

Sarah the lost Princess

สําหรับคําถามที่ว่าเหตุใดจึงมีกลุ่มผู้เคารพศรัทธาใน แมรี แมกดาลีน กันมากทางแถบรอยต่อระหว่างตอนเหนือของสเปนกับตอนใต้ของฝรั่งเศสนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริเวณดังกล่าวคือที่ปักหลักสุดท้ายภายหลังจากการเดินทางไกลเพื่อเผยแผ่คําสอนของพระเยซูนั่นเอง ตามประวัติศาสตร์ กล่าวว่า แมรี แมกดาลีน หลบหนีออกจากเยรูซาเล็มโดยผ่านมาทางอียิปต์ และเข้าสู่แอฟริกาเหนือ เพื่อข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังสเปนในช่วงปี ค.ศ. 44 หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน 8 ปี และพวกโรมันเริ่มกวาดจับเหล่าสานุศิษย์กับคนใกล้ชิดของพระเยซูจนต้องหลบหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง และนางก็เดินทางจนถึงสเปนประมาณปี ค.ศ. 50 ซึ่งเวลานั้นสเปนถูกเรียกว่า ฮิสปาเนีย (Hispania)

ซาราห์ เจ้าหญิงผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเชื้อสายของพระเยซู

Sarah The Lost Princess

ตามประวัติยังกล่าวด้วยว่าคณะของ แมรี แมกดาลีน ซึ่งหลบหนีออกจากเยรูซาเล็มมาด้วยกันนั้น ประกอบด้วย โจเซฟแห่งอริมาเรีย (Joseph of Arimathea) ที่ในคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงคนผู้นี้ว่าเป็นพ่อค้าซึ่งเลื่อมใสในคําสอนของพระเยซู จึงขอติดตามพระเยซูไปทุกหนทุกแห่งเช่นกัน และโจเซฟแห่งอริมาเรีย ผู้นี้ก็ยังเป็นผู้ซึ่งอัญเชิญพระศพของพระองค์ลงมาจากไม้กางเขนไปไว้ในอุโมงค์เก็บพระศพ ก่อนที่พระองค์จะฟื้นคืนพระชนม์ชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้งด้วย โจเซฟผู้นี้ยังถูกกล่าวถึงในตํานานกษัตริย์อาร์เธอร์ ด้วยว่าเป็นผู้เก็บหอกของทหารโรมันที่ทิ่มแทงพระวรกายของพระเยซูเอาไว้พร้อมกับจอกศักดิ์สิทธิ์

นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมเดินทางคนอื่นๆ อีก เช่น ฟิลิป สาวกผู้เผยแผ่ศาสนา (Philip the Apostle) 1ใน 13 สานุศิษย์ของพระเยซู แมรี ซาโลเม (Mary Salome) ซึ่งเป็นมารดาของ จอห์น (John) และ เจมส์ (James) 2 ใน 13 สานุศิษย์ของพระเยซู และยังเป็นญาติกับ แมรี หรือ พระแม่มารี พระมารดาของพระเยซูอีกด้วย กับอีก 2 คนคือ มาร์ธา (Martha) และ ลาซารัส ซึ่งเป็นพี่สาวและน้องชายของ แมรี แมกดาลีน และยังมีอีกผู้หนึ่งที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงในที่ใดมาก่อนคือ ซาราห์ ชาวอียิปต์ (Sarah the Egyptian)

การที่มีชื่อของ ซาราห์ ชาวอียิปต์ปรากฏอยู่ในกลุ่มที่หลบหนีมากับ แมรี แมกดาลีน ทั้งที่ไม่เคยมีการกล่าวถึงบุคคลผู้นี้มาก่อนเลยจึงทําให้เป็นประเด็นขึ้น ซึ่งทําให้กลุ่มที่เชื่อเรื่องของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ต่างตั้งข้อสังเกตขึ้นทันทีว่า ซาราห์ น่าจะเป็นสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ที่เชื่อเช่นนี้ก็เพราะชื่อของ ซาราห์ มักถูกกล่าวถึงในช่วงที่ แมรี แมกดาลีน หลบหนีออกมาจากเยรูซาเล็มแล้วอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ถูกเอ่ยนามเอาไว้แตกต่างกันไป เช่น ซาราห์ เจ้าหญิงอียิปต์ (Sarah the Princess of Egypt) บ้างก็ ซาราห์ เจ้าหญิงฮิบรู (Sarah the Hebrew) หรือไม่ก็ ซาราห์ เจ้าหญิงผู้สาบสูญ (Sarah the lost Princess) โดยคําว่า “ซาราห์” ในภาษาฮิบรูที่เป็นภาษาดั้งเดิมของชาวยิวหมายถึง “เจ้าหญิง” จึงมีการตีความกันว่า ซาราห์ อาจเป็นเพียงนามแฝงที่ใช้เรียกผู้มีสถานะเป็นเจ้าหญิงหรือ ธิดาแห่งราชา ซึ่งราชาในที่นี้เป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากพระเยซู ที่มักมีการยกย่องพระองค์ว่าเป็น “ราชาแห่งราชา (King of the King)”

ส่วนที่มีนามพ่วงท้ายว่า “ชาวอียิปต์” หรือ “ชาวฮิบรู” ก็ตาม อาจเพื่อต้องการอําพรางสถานะที่แท้จริงหรือเป็นเพราะเรียกไปตามถิ่นฐานที่เดินทางผ่านเพื่อเป็นการกลบเกลื่อนฐานะของซาราห์ ระหว่างการหลบหนีก็เป็นได้ และตามทฤษฎีนี้นี่เองจึงถูกนําไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่ไนต์ส เทมปลาร์ เดินทางไปค้นหาถึงเยรูซาเล็ม เนื่องจากซาราห์ต้องเกิดตั้งแต่ก่อนหลบหนีออกจากเยรูซาเล็มแล้ว และต้องเป็นที่ทราบกันดีในเวลานั้นว่าซาราห์มีสถานะอะไร ซึ่งเรื่องนี้หาไม่ได้ในไบเบิล แต่น่าจะมีอยู่ในเยรูซาเล็ม

เมื่อกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ทราบเรื่องนี้จึงต้องไปหาหลักฐานที่นั่น โดยพวกเขาอาจทราบถึงที่เก็บซ่อนหลักฐานสําคัญนี้ด้วยก็เป็นได้ จึงไปขุดค้นได้อย่างถูกที่ และสามารถขุดพบหลักฐานต่างๆอันนํามาซึ่งการสร้างอิทธิพลของตนขึ้น แต่เรื่องราวเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ถูกตั้งไว้เป็นทฤษฎีเท่านั้น ยังไม่มีใครค้นพบหลักฐานที่สามารถทําให้ประจักษ์ได้ว่าสิ่งที่กล่าวถึงกันนี้เป็นความจริงจนถึงทุกวันนี้

สําหรับเรื่องการค้นพบความลับบางอย่างของกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ นั้นไม่เคยมีข้อสรุปชัดเจนแต่อย่างใดว่าอะไรบางอย่างที่พวกเขาพบนั้นคืออะไรกันแน่ ทุกเรื่องราวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น แต่เป็นสันนิษฐานที่มีคนสนใจกันมากจนหลายคนเชื่อตามที่เล่าลือกันว่าเป็นความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งที่มาของสิ่งที่ทําให้เกิดความเชื่อเรื่องของ ไนต์ส เทมปลาร์ กันอย่างมากก็คือชื่อเสียงของ ไนต์ส เทมปลาร์ ที่เฟื่องฟูขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จนทําให้เกิดการร่ำลือกันไปต่างๆนานา แล้วจึงกลายเป็นที่มาของข้อสงสัยและทฤษฎีต่างๆติดตามมามากมาย ซึ่งก็มีทฤษฎีอื่นๆอีกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด ที่เป็นที่มาของอํานาจและความร่ำรวยของพวกเขา

ตามประวัติเล่าว่าพวก ไนต์ส เทมปลาร์ ทรงอิทธิพลขึ้นทันทีทันใดภายหลังกลับจากเยรูซาเล็มครั้งนั้น ซึ่งแม้แต่กษัตริย์และขุนนางแว่นแคว้นต่างๆรวมถึงคริสตจักรกลางแห่งโรมต่างก็ยังไม่กล้ายุ่งกับการขยายอํานาจของคนกลุ่มนี้ จนนําไปสู่ข้อสงสัยว่าพวกเขาพบความลับบางอย่างที่ทําให้คริสตจักรต้องสะเทือนจึงต้องคอยเกรงอกเกรงใจคนกลุ่มนี้ แรกทีเดียวนั้นมีการสันนิษฐานกันว่าพวกเขาอาจพบหีบแห่งพันธสัญญา (Ark of the Covenant) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ที่หายสาบสูญไปเป็นเวลานานแล้วก็เป็นได้ จึงได้นําสิ่งนั้นไปเรียกค่าไถ่จากคริสตจักร โดยแลกกับเงินและอํานาจ แต่ต่อมาก็เริ่มเกิดทฤษฎีใหม่ว่าพวกเขาอาจไปค้นพบคัมภีร์โบราณ เช่นเดียวกับการพบ เดดซี สกรอลล์ ที่บอกเรื่องราวไม่ตรงกับไบเบิลจนทําให้คริสตจักรต้องพยายามปกป้องข้อมูลของตน

เรื่องนี้คงมีคนสงสัยว่าการค้นพบม้วนคัมภีร์โบราณจะมีความสําคัญอะไร เพราะปัจจุบันก็มีการพบหลายสิ่งหลายอย่างซึ่งไม่น่าจะเป็นไปตามที่ไบเบิลกล่าวไว้อยู่แล้ว ก็ต้องย้อนกลับไปในสังคมเมื่อสมัยพันปีที่แล้วที่โลกยังไม่มีความรู้หรือวิทยาการอะไรล้ำหน้ามากนัก โดยมีคริสตจักรที่ทรงอิทธิพลเป็นเสมือนผู้กุมชะตาสังคมโดยเฉพาะสังคมของชาวยุโรปทั้งหมด การค้นพบสิ่งที่อาจทําลายศรัทธาและความน่าเชื่อถือที่ผู้คนมีต่อคริสตจักรจะรุนแรงกว่าในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด หากคนในยุคนั้นเกิดเปลี่ยนความเชื่อพร้อมกันว่าพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้สร้างโลก โลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล มนุษย์เกิดจากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตคล้ายลิง และเหนือท้องฟ้าขึ้นไปนั้นคืออวกาศไม่ใช่สวรรค์ ความจริงเหล่านี้จะกระทบกระเทือนอิทธิพลของศาสนาขนาดไหนหากถูกเผยแพร่ออกมา

เรื่องนี้ก็มีตัวอย่างของนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อนที่พยายามออกมาเผยความจริง อย่าง โคเปอร์นิคัส (Copernicus) ที่พบว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือแม้แต่ กาลิเลโอ (Galileo) นักวิทยาศาสตร์รุ่นเดียวกันผู้ค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดกับความเชื่อของศาสนจักร บุคคลเหล่านี้ต้องประสบกับชะตากรรมเช่นไรเมื่อเปิดเผยสิ่งที่ค้านกับความเชื่อดั้งเดิมซึ่งกล่าวไว้ในคัมภีร์

ยังมีทฤษฎีที่แตกต่างออกไปอีกในสิ่งซึ่งไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบ มีผู้เสนอว่าอาจไม่ได้เกี่ยวกับคัมภีร์ไบเบิลหรือประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์แต่อย่างใด แต่อาจเป็น “ความรู้ที่สูญหาย (Lost Knowledge)” ความรู้ขั้นสูง เช่น พลังงานยิ่งยวด หรือ อากาศยาน ที่มีความเชื่อว่าคนโบราณเมื่อ หลายพันปีเคยเข้าถึงความรู้เหล่านี้แต่หายสาบสูญไปเป็นเวลานานแล้ว เช่น เดียวกับเรื่องอาณาจักร “แอตแลนติส (Atlantis)” ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับวิทยาการล้ำสมัยซึ่งอาจล้ำหน้ากว่าคนในยุคสมัยนี้ก็เป็นได้

ตามทฤษฎีนี้กล่าวว่า ไนต์ส เทมปลาร์ อาจจะนําสิ่งที่ค้นพบเหล่านี้ไปขาย แต่เรื่องนี้ถูกมองว่าอาจเป็นภัยต่อสังคมในสายตาของผู้มีอํานาจหรือทรงอิทธิพลในสมัยนั้นที่ยังไม่มีภูมิความรู้ในสิ่งเหล่านี้มากนักก็เป็นได้ จึงให้พวกเขาปกปิดเป็นความลับแลกกับเงินและอํานาจ เรื่องนี้อาจเทียบได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ยุคปัจจุบัน ที่รัฐบาลในประเทศต่างๆมักไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ข้อมูล หรือทราบเรื่องราวอะไรมากนัก เพราะเกรงว่าความจริงบางอย่างอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายปั่นป่วนขึ้นในสังคมได้ จึงมีการควบคุมข้อมูลข่าวสารและปกปิดเรื่องต่างๆให้ประชาชนรับรู้เพียงสิ่งที่คิดว่าเหมาะสมเท่านั้น

สนับสนุนโดย ufabet