ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) กับการค้นพบขุมทรัพย์ปริศนา

Freemasonry

เรื่องของความรู้ขั้นสูงนั้นยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีผู้เสนอว่าความรู้ที่ ไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบอาจเกี่ยวกับ “ความลับของสถาปัตยกรรม” ก็เป็นได้ ทฤษฎีนี้นําความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ กับสมาคมลับอีกกลุ่มคือ ฟรีเมสันรี (Freemasonry) หรือ “ภราดรช่างหิน” ที่สิ่งก่อสร้าง ต่างๆของ ไนต์ส เทมปลาร์ ล้วนสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มนี้ทั้งสิ้น กลุ่มฟรีเมสันรีมีบทบาทสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เนื่องจากเป็นผู้กุมความรู้ในการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ และมีความเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ต้องค้นพบความรู้อะไรบางอย่างจึงทําให้พวกเขาสามารถจะรังสรรค์สถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งน่าอัศจรรย์ต่างๆขึ้นมาบนโลกนี้ได้ ตัวอย่างก็คือการสร้าง ปิรามิด (Pyramid) เป็นต้น

ภราดรช่างหิน (Freemasonry)

ภราดรช่างหิน (Freemasonry)

มีความเชื่อกันว่าคนโบราณที่สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่โอฬารชิ้นต่างๆขึ้นมาได้ ทั้งที่ไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องมือล้ำสมัยอย่างเช่นทุกวันนี้ ที่ทําได้เช่นนั้นต้องได้รับความรู้มาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่ได้คิดขึ้นมาด้วยตนเองอย่างแน่นอน หรืออาจเป็นความรู้จากสวรรค์ ตัวอย่าง เช่นการสร้างหีบพันธสัญญา ที่กล่าวในไบเบิลว่าพระเจ้าเป็นผู้บอกให้สร้างหีบใบดังกล่าวขึ้น มนุษย์ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่พระเจ้าเป็นผู้กําหนดสัดส่วนให้ว่าควรจะกว้างยาวสูงเพียงใด สิ่งนี้จึงทําให้เกิดความเชื่อขึ้นอีกอย่างหนึ่งว่าสัดส่วนต่างๆในทุกสรรพสิ่งมี “อัตราส่วนศักดิ์สิทธิ์ (Divine Proportion)” แฝงอยู่หรือไม่

ทฤษฎีนี้เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในโลกและในจักรวาลล้วนแต่ต้องมีอัตราส่วนศักดิ์สิทธิ์ในการสร้างหรือประดิษฐ์สิ่งใดขึ้นจึงจะเกิดความเจริญงอกงามและนําความรุ่งเรืองมาสู่ผู้ที่ครอบครอง อัตราส่วนศักดิ์สิทธิ์นี้ก็คือสัดส่วนที่สมมาตร มนุษย์มีสัดส่วนที่สมมาตรจึงดูดี มีบุคลิกดีชวนมอง ซึ่งก็จะนําความสําเร็จมาสู่ตน สิ่งของใดๆออกแบบโดยใช้สัดส่วนที่สมมาตรก็จะทําให้สิ่งนั้นคงทน น่าหยิบน่าใช้งานเช่นเดียวกัน สิ่งก่อสร้างใดที่ใช้สัดส่วนสมมาตรก็จะมีความมั่นคงแข็งแรงและยืนยง

ยาอายุวัฒนะ Elixir of Immortality

ยาอายุวัฒนะ Elixir of Immortality

นอกจากเรื่องความลับของศาสตร์สถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีอีกทฤษฎีเสนอว่าสิ่งที่ ไนต์ส เทมปลาร์ พบอาจเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งคือ “ยาอายุวัฒนะ” ก็เป็นได้ เรื่องของยาอายุวัฒนะนี้เป็นความเชื่อที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งเชื่อกันว่ามีสรรพคุณทําให้ร่างกายเป็นอมตะคือไม่ตาย แต่ผู้รู้เรื่องยาทราบดีว่ายาดังกล่าวเป็นเพียงอุปมาที่ต้องการเอ่ยสรรพคุณให้ฟังน่าเชื่อถือเท่านั้น ไม่มีจริงแต่อย่างใด คนโบราณซึ่งมีภูมิความรู้ไม่มากเมื่อได้ใช้ยารักษาโรคที่สามารถให้ผลได้อย่างรวดเร็วก็จะเชื่อว่าเป็นยาสวรรค์สั่ง หรือยาที่ทําให้คนป่วยที่นอนซมอยู่สามารถลุกขึ้นมาเดินได้ในเร็ววันก็เชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งเชื่อว่าคนโบราณอาจรู้จักยารักษาโรคที่ให้ผลชะงัดหลายอย่างที่ใช้กันในปัจจุบันมาก่อนแล้วแต่อาจขาดการสืบทอด จึงทำให้ความรู้เหล่านั้นขาดช่วงไป

โดยเฉพาะก่อนจะเข้าสู่ยุคสมัยกลางนั้น มักเกิดความสับสนวุ่นวายและเกิดโรคระบาดขึ้นบ่อยครั้งจนทําให้ความรู้หลายอย่างสูญหายไปกับผู้คนที่ล้มตาย เรื่องความรู้ในยารักษาโรคนี้มีบันทึกหลายแห่งบ่งชี้ว่ากลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ ได้ศึกษาเรื่องนี้จนมีความเชี่ยวชาญเรื่องการเยียวยาเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ในการออกรบหลายครั้งกลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ จะมีวิธีการดูแลกันและกัน มีการเยียวยาบาดแผลด้วยยาของพวกเขาเองให้หายได้โดยเร็ว และสามารถฟื้นคืนกําลังกลับมาอย่างรวดเร็วอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ไนต์ส เทมปลาร์ จึงรับอาสาเป็นผู้ดูแลรักษาเยียวยาอาการเจ็บป่วยและบาดเจ็บให้แก่เหล่านักแสวงบุญระหว่างทําภารกิจอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกหน้าที่หนึ่ง แต่ทั้งสองเรื่องคือเรื่องสถาปัตยกรรมและยารักษาโรคนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของไบเบิลแต่อย่างใด ผู้ตั้งทฤษฎีดังกล่าวขึ้นเพียงแต่เสนอว่าไนต์ส เทมปลาร์ อาจไปค้นพบความลับของสิ่งเหล่านี้เข้า แล้วนํามันมาใช้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พวกตนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเท่านั้น

สงครามครูเสดครั้งที่ 2

สงครามครูเสดครั้งที่ 2

เรื่องของการขึ้นมาทรงอิทธิพลของกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ นั้น กลุ่มไนต์ เทมปลาร์ ไม่ได้มีความร่ำรวยหรือก้าวขึ้นมาทรงอิทธิพลในทันทีหลังเสร็จสิ้นสงครามครูเสดครั้งแรกลง แต่เกิดขึ้นมาในช่วงสงครามครูเสดครั้งที่ 2 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1147 ถึง 1149 ซึ่งสงครามครูเสดครั้งนี้ผู้ที่มีบทบาทสําคัญหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ปลุกให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นก็คือ แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว ท่านได้ออกเดินสายเรียกร้องให้ชาวคริสต์ทั้งเหล่ากษัตริย์ ขุนนาง และอัศวิน รวมถึงชาวบ้านชาวเมืองตั้งกองทัพครูเสดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อไปทําสงครามขับไล่ชาวมุสลิมซึ่งเริ่มกลับเข้าไปยึดครองอํานาจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเยรูซาเล็มอีกครั้ง

หลังจากที่ชาวคริสต์เริ่มเดินทางกลับยุโรปเป็นส่วนใหญ่ โดยปล่อยให้กลุ่มที่ปักหลักอยู่คอยปกป้องแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ไปตามยถากรรม และเมื่อชาวคริสต์เริ่มอ่อนแอลงชาวมุสลิมก็เริ่มกลับเข้าไปโจมตีและแย่งชิงเมืองต่างๆกลับคืนไปได้อีก แต่สงครามครูเสดที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2 นี้ไม่มี ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ ผู้นํากลุ่มคนแรก เนื่องจากเขาเสียชีวิตลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 1136 แล้ว และเมื่อ แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว เป็นหลักหมุดในสงครามครูเสดครั้งนี้ กลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ จึงเป็นกําลังสําคัญของสงครามครูเสดครั้งที่ 2

เจมส์ วอสเซอร์แมน (James Wasserman) ผู้ เขียนหนังสือ “เทมปลาร์สและการลอบสังหาร (The Templars and the Assassins)” กล่าวในหนังสือว่า อิทธิพลของไนต์ส เทมปลาร์ เริ่มมี มากขึ้นตั้งแต่สงครามครูเสดครั้งที่ 2 จนมีความสําคัญต่อคริสตจักร และถูกขนานนามว่าเป็นกองทหารส่วนตัวของพระสันตะปาปา ที่เวลานั้นอยู่ในสมัยของพระสันตะปาปายูจีนที่ 3 (Pope Eugene II) โดยสามารถกระทําการแทนพระองค์ได้บางกรณีโดยไม่ต้องรอขออนุญาต และพระสันตะปาปา ยังให้กลุ่มอัศวินกลุ่มนี้สามารถจะก่อตั้งโบสถ์ของตนเองได้เป็นกรณีพิเศษโดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาสงฆ์อีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่อัศวินจะมีสิทธิ์สร้างโบสถ์อารามอย่างอิสระได้เช่นนี้ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโบสถ์อารามของไนต์ส เทมปลาร์ ขึ้นมามากมายทั่วทั้งยุโรปและอังกฤษ ซึ่งโบสถ์ของไนต์ส เทมปลาร์ ก็มีความแตกต่างจากโบสถ์ของโรมันคาทอลิกอย่างชัดเจนอีกด้วย เนื่องจากพวกเขามีความเชื่อในศาสนาคริสต์แบบเฉพาะที่แตกต่างจากโรมันคาทอลิกทั่วไป

แต่ถึงแม้จะมีความแปลกแยกอย่างชัดเจน พระสันตะปาปายูจีนที่ 3 ก็พยายามหลับตาข้างหนึ่ง พวกเขาจึงถือตนว่ามีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นๆ และถึงแม้จะถูกคัดค้านจากเหล่าบิชอปหรือพระราชาคณะต่างๆมากเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถล้มอภิสิทธิ์ของกลุ่มไนต์ส เทมปลาร์ ได้ สิ่งนี้น่าจะมาจากอิทธิพลของ แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว ที่คอยปกป้องพวกเขาอยู่ อีกทั้งบทบาทของไนต์ส เทมปลาร์ ที่คอยช่วยเหลือเหล่านักแสวงบุญอย่างไม่เคยบกพร่อง จนพวกเขาถึงกับถูกเรียกเป็น “ตํารวจศาสนา” กลุ่มแรกของโลกเลยทีเดียว สิ่งนี้เช่นกันที่ยิ่งสร้างเสริมอิทธิพลให้ไนต์ส เทมปลาร์ เกิด ภาพที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

นอกจากฉายาตํารวจศาสนาแล้ว ไนต์ส เทมปลาร์ ยังมีอีกฉายาที่ทรงอิทธิพลยิ่งกว่า คือ “นายธนาคาร” กล่าวกันว่าสมาชิก ไนต์ส เทมปลาร์ ใช้ความความร่ำรวยของพวกเขาซื้ออํานาจบารมี โดยนําทรัพย์สินของพวกตนที่ได้มาอย่างเป็นปริศนามาให้ชนชั้นสูงซึ่งมีชีวิตหรูหราใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย จนสภาพการเงินยอบแยบที่มีอยู่ทั่วไปในยุโรปช่วงเวลานั้นหยิบยืม แต่พวกไนต์ส เทมปลาร์ ไม่ได้ให้ยืมเปล่า พวกที่ยืมเงินไนต์ส เทมปลาร์ ไปจะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน ซึ่งสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นก็มีทั้งดอกเบี้ย ของสะสม ของมีค่า ไปจนถึงที่ดิน หรือไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตามก็ต้องมีมูลค่าสูงกว่าเงินที่ยืมไป โดยสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ ได้สร้างเครือข่ายเพื่อหารายได้จากระบบกู้ยืมเงินเช่นนี้จนกลายเป็นเจ้าหนี้พวกชนชั้นสูงจํานวนมากทั่วทั้งยุโรป และยังมีสิทธิ์ในการเก็บเงินภาษีและค่าเช่าจากการใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของเหล่าสมาชิกไนต์ส เทมปลาร์ อีกด้วย เรียกได้ว่าพวกเขาแทบจะเป็นเจ้าของยุโรปเลยทีเดียว

กล่าวกันว่าในยุครุ่งเรืองของอัศวินกลุ่มนี้พวกเขาเป็นเจ้าของที่ดินมากกว่า 9,000 ผืนทั่วทั้งยุโรป นอกจากนี้ไนต์ส เทมปลาร์ ยังได้ชื่อว่าเป็นคนกลุ่มแรกที่คิดระบบการธนาคารขึ้นมาตั้งแต่ต้นยุคสมัยกลางอีกด้วย โดยมีการออก “ตั๋วเงิน” หรือ “เช็คธนาคาร” ให้นําไปใช้จ่ายโดยไม่ต้องหอบเงินเป็นจํานวนมากๆ รวมถึงการสร้างระบบ “เครดิต” ให้ลูกหนี้นําเงินไปใช้จ่ายล่วงหน้าที่คล้ายกับระบบ “บัตรเครดิต” ในปัจจุบันนั่นเอง โดยยังมีธุรกิจอีกอย่างหนึ่งของไนต์ส เทมปลาร์ ที่ทําให้ชื่อเสียงใน ความร่ำรวยของพวกเขาขจรไปไกลก็คือการให้เงินกู้ยืมเงินแก่ผู้ซึ่งต้องการเดินทางไปแสวงบุญที่ขัดสนทุนรอนในการเดินทางก็สามารถมาขอกู้เงินกับพวกเขาได้ แต่ต้องวางหลักประกันเป็นของมีค่าที่สนนราคาไม่ต่ำกว่าเงินกู้ ยืมเพื่อจะได้กลับมาไถ่ถอนคืนในภายหลังเช่นกัน ซึ่งก็คล้ายกับระบบโรงรับจํานําในปัจจุบันนั้นเอง

สนับสนุนโดย ufabet