การล่มสลายของ Knights Templar กลุ่มอัศวินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 13

Knights Templar Death

ธุรกิจอันเฟื่องฟูเหล่านี้ของ ไนต์ส เทมปลาร์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้า หากไม่มีคริสตจักรคอยหนุนหลังอยู่ นอกจากนี้คริสตจักรก็ยังเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ด้วยการยกเว้นภาษีหรือเงินอุดหนุนศาสนา ซึ่งประชาชน ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างๆ ต่างก็ต้องจ่ายเงินเหล่านั้นให้แก่ทางศาสนจักรเป็นธรรมเนียมอีกด้วย และไม่เพียงได้รับการยกเว้นภาษีหรือเงินอุดหนุนเหล่านี้เท่านั้น บางครั้งไนต์ส เทมปลาร์ ยังทําหน้าที่เป็นคนคอยเก็บภาษีและทวงเงินอุดหนุนที่ติดค้างจากกษัตริย์และขุนนางต่างๆที่ชอบค้างภาษีให้แก่ฝ่ายศาสนจักรด้วยเช่นกัน

การล่มสลายของ Knights Templar กลุ่มอัศวินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 13

Knights Templar Death

จากสิ่งเหล่านี้หรือไม่ที่ทําให้กลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็วและยั่งยืนโดยไม่จําเป็นต้องไปขุดค้นหาหีบสมบัติอะไร เพราะหากเพียงแค่พบหีบสมบัติหรือสิ่งใดๆก็ตามที่สามารถทําให้ตนเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนได้ ก็คงเป็นเศรษฐีได้ไม่นานหากไม่มีอาชีพที่สามารถหารายได้เป็นกอบเป็นกําและทํากําไรได้อย่างไม่สิ้นสุดเช่นนี้ ซึ่งก็คงไม่มีธุรกิจใดที่จะได้ดอกได้ผลงอกเงยอย่างรวดเร็วและยั่งยืนได้ดีเท่ากับธุรกิจการเงินการธนาคาร และยังได้รับอภิสิทธิ์จากฝ่ายศาสนจักรที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องอีก เช่นนี้จะไม่เรียกว่าทรงอิทธิพลได้อย่างไร

ในหนังสือชื่อ “เกิดแต่สายโลหิต (Born in Blood)” ของ จอห์น เจ. โรบันสัน (John J. Robinson) กล่าวว่าสมาชิก ไนต์ส เทมปลาร์ นั้นจะมีกฎหมายที่ตราขึ้นใช้เองโดยเฉพาะโดยไม่ขึ้นกับกฎหมายท้องถิ่นใดๆก็ตาม แม้แต่ราชสํานักก็ยังไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปเขตแดนอํานาจและกฎหมายของกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ได้ พวกเขาจะดูแลกันเอง จัดการสังคมของพวกเขาเอง มีศาลชําระความของตัวเอง และมีระเบียบวินัยอันเคร่งครัดที่จะไม่สร้างปัญหาให้แก่กลุ่ม ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงดูแลเครือข่ายสมาชิกที่ขยายวงออกไปเรื่อยๆได้อย่างไม่มีปัญหา

โดยเชื่อกันว่าในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ในศตวรรษที่ 13 นั้น พวกเขามีจํานวนสมาชิกมากมายถึง 15,000 คนเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบตัวเลขนี้กับจํานวนสมาชิกในสมาคมอื่นๆช่วงเวลาเดียวกัน ก็จะมีจํานวนมากกว่าสมาคมอื่นๆหลายเท่าตัว สิ่งนี้สามารถเรียกว่ากลุ่มอิทธิพลได้หรือไม่ อย่างไรก็ดีเมื่อนโยบายของฝ่ายศาสนจักรเริ่มเปลี่ยนไป และเริ่มหันมามองว่ากลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ เป็นอันตรายเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่รอวันระเบิดใส่ฝ่ายตนมากกว่าจะเป็น ประโยชน์ การเติบโตขึ้นเรื่อยๆของคนกลุ่มนี้ก็อาจทําให้เกิดความเหิมเกริมจนหันมาคิดกบฏ โดยใช้อิทธิพลที่มีทําให้เกิดการล้มละลายเป็นระบบลูกโซ่ได้ แผนกําจัด ไนต์ส เทมปลาร์ จึงได้เริ่มต้นขึ้น

ฝ่ายศาสนจักรได้เริ่มแผนทําลาย ไนต์ส เทมปลาร์ ด้วยการกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต ซึ่งเป็นข้อหาสําเร็จรูปที่ฝ่ายศาสนาใช้ได้ผลมาตลอดทุกยุคทุกสมัย จากอภิสิทธิ์ที่เคยได้รับกลับกลายเป็นหอกพุ่งเข้าใส่ตัว พวกเขาถูกตั้งข้อหาว่าบูชาสิ่งชั่วร้าย ผู้ศึกษาค้นคว้าเรื่องของ ไนต์ส เทมปลาร์ พบว่าคนกลุ่มนี้มีรูปสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสําหรับการประกอบพิธีกรรมสําคัญของพวกเขาคือรูป “บาโฟเมต (Baphomet)” บาโฟเมตนั้นคือเทพเจ้าแห่งความสมบูรณ์พูนสุขที่เคารพบูชากันในหมู่ชาวลาตินโบราณ หรือโรมันโบราณนั่นเอง

เทพเจ้าองค์นี้มีศีรษะเป็นแพะ มีเขายาวกางออกทั้งสองข้างมีร่างกายเป็นมนุษย์ และมีปทุมถันแบบหญิงสาว แต่มีขาเป็นแพะ แพะในความเชื่อโบราณถือเป็นสัตว์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมอบน้ำนมให้เป็นอาหารแก่มนุษย์ แต่ภายหลังจากที่ชาวโรมันหันมานับถือศาสนาคริสต์ แล้วก็ได้ประกาศให้ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อเพกัน (Pagan) หรือนอกรีต นอกศาสนา ผู้ที่บูชาบาโฟเมตจะถือว่าเป็นผู้บูชาซาตาน เนื่องจากเขาของบาโฟเมตเกิดไปคล้ายกับเขาของซาตานตามที่พรรณนาอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล

แต่การบูชาบาโฟเมตของ ไนต์ส เทมปลาร์ นั้นเชื่อกันว่าน่าจะมีเรื่องที่ลึกซึ้งซ่อนเร้นมากไปกว่านั้น อันเนื่องมาจากลักษณะของ ไนต์ส เทมปลาร์ ที่มักซ่อนเร้นรหัสนัยไว้ตามที่ต่างๆ จึงเชื่อว่าบาโฟเมตเป็นรหัสนัยที่ซ่อนสิ่งที่พวกเขาบูชาเอาไว้นั่นเอง โดยนักค้นคว้าเรื่องนี้ได้นําเรื่องของ “แอตแบช ไซเฟอร์ (Atbash Cipher)” หรืออักษรไขว้ชนิดหนึ่งซึ่งชาวฮิบรูโบราณนิยมใช้ในการซ่อนเร้นรหัสนัยในสิ่งที่ต้องการสื่อสารไว้ อักษรไขว้ชนิดนี้พบอยู่ในม้วนคัมภีร์เดดซีหรือ เดดซี สกรอลล์ ที่ซ่อนรหัสนัยเอาไว้ให้ดีปริศนาอยู่หลายตอนเช่นกัน

สําหรับคําว่า บาโฟเมต นี้เมื่อเขียนเป็นภาษาฮิบรูและถอดรหัสอักษรด้วย แอตแบช ไซเฟอร์ แล้วก็จะได้คําที่ในภาษากรีกโบราณ คําว่า “โซเฟีย (Sophia)” หมายถึง สติปัญญา หรือ ความเฉลียวฉลาด และจากการบูชาบาโฟเมต หรือ สติปัญญา จึงทําให้นักค้นคว้าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งเชื่อว่า ไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบขุมปัญญาอันยิ่งใหญ่จนสามารถนํามาขายหรือนํามาใช้สร้างความร่ำวยให้แก่ตน

ความคิดในการกําจัดกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ เกิดขึ้นในสมัยของพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 5 (Pope Clement V) โดยได้รับความร่วมมือจากกษัตริย์ฟิลิปที่ 4 (King Philip IV) รวบรวมกองทัพจากแคว้นต่างๆ นัดแนะกันบุกเข้าโจมตีปราสาทและฐานที่มั่นของสมาชิก ไนต์ส เทมปลาร์ ตามที่ต่างๆพร้อมกันในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1307 ปฏิบัติการณ์ครั้งนั้นก็เพื่อต้องการลบ ไนต์ส เทมปลาร์ จากประวัติศาสตร์ให้หมดสิ้น แกนนําไนต์ส เทมปลาร์ ทั้งหมดถูกจับกุมและนําตัวไปยังปารีสเพื่อรับการไต่สวน โดยถูกตั้งข้อกล่าวหาเป็นภัยต่อศาสนาและกระทําผิดจารีตประเพณีจากการบูชาสิ่งชั่วร้ายและอื่นๆ

ซึ่งข้อหาต่างๆที่ตั้งขึ้นยาวเหยียดนั้นล้วนแต่เป็นข้อหาที่เชื่อกันว่าถูกตั้งขึ้นลอยๆโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่อย่างใด แม้แต่ข้อหาว่ามีพฤติกรรมรักร่วมเพศก็ถูกบรรจุเอาไว้ด้วย แต่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดก็คือการกําจัดเหล่า ไนต์ส เทมปลาร์ ครั้งนั้นถูกสงสัยว่าเป็นการกําจัดเจ้าหนี้เพื่อล้างหนี้มากกว่าหรือไม่ เพราะในจํานวนเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง แว่นแคว้นต่างๆที่ร่วมกันปราบปราม ไนต์ส เทมปลาร์ ครั้งนั้น มีรายชื่อเป็นพวกที่เคยไปมาหาสู่กับ ไนต์ส เทมปลาร์ และมีบัญชีอยู่ในข่ายลูกหนี้หลายคนอีกด้วย

เมื่อมีการตั้งธงเช่นนี้แล้ว การไต่สวนเหล่า ไนต์ส เทมปลาร์ จึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด ในที่สุดสมาชิก ไนต์ส เทมปลาร์ ทั้งหมดรวมถึง ชาคส์ แห่ง โมเลย์ (Jacques de Molay) หัวหน้าของ ไนต์ส เทมปลาร์ใน เวลานั้นและเป็นหัวหน้าคนสุดท้ายก็ได้รับโทษประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็น อันเป็นวิธีการลงโทษพวกนอกรีตหรือพวกที่มีการกระทําอันเป็นพ่อมดแม่มดในช่วงเวลานั้น แต่การกําจัด ไนต์ส เทมปลาร์ในครั้งนั้นก็ยังไม่ทําให้พวกเขาหมดสิ้นลงเสียทีเดียว ยังคงมีสมาชิกบางส่วนสามารถหลบหนีไปได้ และข้ามไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่สกอตแลนด์ โดยเข้าไปรวมกลุ่มกับฟรีเมสันรี และตั้งฐานแห่งใหม่ขึ้นที่นั่นเคลื่อนไหวกันอย่างลับๆต่อไป

ภายหลังจากเหตุการณ์ปราบปรามกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ สิ้นสุดลง เรื่องของ ไนต์ส เทมปลาร์ ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้าม ห้ามใครกล่าวถึงพวกเขาอีกเพื่อต้องการลบเรื่องของคนกลุ่มนี้ออกจากความทรงจําให้หมดสิ้น แต่ก็ไม่อาจห้ามเรื่องซุบซิบนินทาที่ชาวบ้านแอบพูดถึงกันไม่ได้ จนต่อมาก็มีการ วิพากษ์วิจารณ์ถึงเคราะห์กรรมที่เกิดขึ้นกับพวกที่มีส่วนในการกําจัด ไนต์ส เทมปลาร์ ครั้งนั้นไปต่างๆนานา จนเกิดความเชื่อกันขึ้นว่าวิญญาณของเหล่า ไนต์ส เทมปลาร์ ที่ถูกกําจัดกําลังติดตามแก้แค้นคนเหล่านั้นทีละคน และเมื่อพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 5 สิ้นพระชนม์ลงในปี ค.ศ. 1314 จากนั้นอีก 6 เดือนต่อมากษัตริย์ ฟิลิปที่ 4 ก็สิ้นพระชนม์ติดตามลงไปอีก

การสิ้นพระชนม์ของทั้งสองพระองค์ติดตามกันเช่นนี้ ก็ยิ่งทําให้ผู้คนต่างโจษจันถึงเรื่องคําสาปของ ชาร์ค แห่ง มอเรย์ กันมากขึ้น โดยเล่ากันว่า ก่อนที่ ชาร์ค แห่ง มอเรย์ จะถูกเผาจนตายนั้น ได้กล่าวคําสาปแช่งพวกที่มีส่วนในการกําจัดเขาว่าขอให้ตายตกไปตามกันทีละคน จนพวกที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนั้นต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆกัน ซึ่งส่วนใหญ่แม้ไม่ตายก็ถึงกับคลุ้มคลั่งเสียสติเพราะความหวาดระแวงกับคําสาปนั่นเอง

ในปี ค.ศ. 2001 มีอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้หนึ่งที่ค้นคว้าเรื่องราวของ ไนต์ส เทมปลาร์ ชื่อ ดร.บาร์บารา เฟรล (Dr. Barbara Frale) ได้ค้นพบแผ่นหนังบันทึกคําสั่งของพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 5 แผ่นหนึ่งเก็บอยู่ที่ชั้นวางเอกสารลับในวาติกัน (Vatican) ระบุคําสั่ง “อภัยโทษ” ให้แก่เหล่า ไนต์ส เทมปลาร์ แต่คําสั่งนี้กลับไม่มีการประกาศแต่อย่างใด คล้ายกับเป็นคําสั่งที่พระองค์กระทําขึ้นเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ซึ่งคําสั่งดังกล่าวนี้ระบุวันที่ในการออกคําสั่งว่าเป็นวันก่อนพระองค์จะสิ้นพระชนม์ลง 1 เดือน จึงมีการสันนิษฐานกันว่าพระองค์อาจพบอะไรบางอย่างจึงได้เขียนคําสั่งนี้ขึ้นก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี คําสั่งอภัยโทษไม่ทันได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลงอย่างปัจจุบันเสียก่อน

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet