บันทึกเร้นลับที่ปราสาทโบราณ เรนน์ เลจ ชาโต (Rennes le Chateau)

Rennes le Chateau

กล่าวถึงสถานที่ที่มักถูกนํามาอ้างอิงอยู่เป็นประจําในหมู่ผู้ซึ่งสนใจ เรื่องราวของ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Blood and the Holy Grail)” สถานที่แห่งนั้นก็คือ เรนน์ เลอ ชาโต (Rennes le Chateau) ปราสาทที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานตั้งแต่ยุคสมัยโรมันมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยกลาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส บริเวณกล้กับเทือกเขาพิเรนีสพรมแดนกั้นระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน

ปราสาทโบราณ เรนน์ เลจ ชาโต (Rennes le Chateau)

ปราสาทโบราณ เรนน์ เลจ ชาโต (Rennes le Chateau)

เรื่องราวของ เรนน์ เลอ ชาโต เริ่มเป็นที่สนใจกันอย่างแพร่หลายเมื่อถูกนํามาอ้างอิงในหนังสือ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์” ที่เขียนโดย ไมเคิล ไบเจนต์ (Michael Baigent) ริชาร์ด ลี (Richard Leigh) และ เฮนรี ลินคอล์น (Henry Lincoln) ได้กล่าวไว้ในหนังสือของพวกเขาว่าปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ซ่อน “จอกศักดิ์สิทธิ์” ที่มีผู้ติดตามค้นหากันมาทุกยุคสมัย โดยใน หนังสือของ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น ได้ตั้งทฤษฎีเอาไว้ว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่จอกน้ำ หรือจอกเหล้าองุ่นตามที่มักเข้าใจกัน ไม่ใช่จอกที่พระเยซูใช้ใส่เหล้าองุ่นในพระกระยาหารมื้อสุดท้าย ไม่ใช่จอกน้ำที่ใช้รองโลหิตพระองค์ระหว่างที่ถูกตรึงกางเขน แต่สิ่งนี้เป็นรหัสนัยซ่อนเร้นเรื่องของ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์” เอาไว้

ซึ่งสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์นี้ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น กล่าวว่าคือเชื้อสายของพระเยซูนั่นเอง จึงยิ่งทําให้เรื่องของ เรนน์ เลอ ชาโต เป็นที่สนใจของผู้คนขึ้นมาในทันที นับจากนั้นเป็นต้นมาสถานที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส ที่เหล่าผู้สนใจในเรื่องของสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ต่างต้องการเดินทางไปเยี่ยมเยียนสถานที่แห่งนี้กันเป็นอย่างมาก และถือเป็นการช่วยปลุกให้ชุมชนเล็กๆอันเป็นที่ตั้งของปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้มีรายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีนับเป็นจํานวนมากอีกด้วย จนชุมชนเล็กๆซึ่งเคยอยู่อย่างเงียบสงบ กลับกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คึกคักขึ้นก็ด้วยเรื่องราวที่ไบเจนต์ สี และ ลินคอล์น เป็นผู้เริ่มต้นขึ้นมานั่นเอง

เรนน์ เลอ ชาโต ในปัจจุบันถือเป็นชุมชนขนาดเล็ก แต่ชุมชนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่นับย้อนไปได้ตั้งแต่ช่วงศตวรรษต้นๆ และเคยเป็นเมืองใหญ่ที่คึกคักมาก่อนตั้งแต่สมัยที่ชาวโรมันเข้ามาแผ่อํานาจในแถบนี้ จนเมื่อชาวโรมันหมดสิ้นอํานาจลงในช่วงประมาณศตวรรษที่ 4 – 5 ชุมชน แห่งนี้ก็กลายเป็นถิ่นที่อาศัยของชาววิซิโกธ (Visigoth) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีเชื้อสายเยอรมันชนเผ่าหนึ่งที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในยุโรปตอนกลาง และอพยพมาทางทิศตะวันตกผ่านบริเวณตอนเหนือของอิตาลี แล้วมาปักหลักอยู่ตรงบริเวณประเทศสเปนและตอนใต้ของฝรั่งเศสในปัจจุบัน โดยชาววิซิโกธนี้

นับเป็นหนึ่งชนเผ่า “คนเถื่อน (Barbarian)” ชนเผ่าหนึ่งซึ่งประวัติศาสตร์ ระบุว่าร่วมกันบุกเข้าโจมตีอาณาจักรโรมันกับชนเผ่าคนเถื่อนชนเผ่าอื่นๆที่เข้าโจมตีชาวโรมันเป็นระลอกๆหลายระลอก จนทําให้อาณาจักรโรมันทางฝั่งตะวันตกต้องล่มสลายลง แล้วชนเผ่าวิซิโกธก็เข้าไปยึดครองดินแดนตรงบริเวณตอนใต้ของฝรั่งเศสไปจนถึงสเปนในปัจจุบัน ตั้งหลักแหล่งถาวรของตนขึ้นที่นี่

ทําเลที่ตั้งของชุมชน เรนน์ เลอ ชาโต นี้มีลักษณะเป็นเนินเขาซึ่งทอดสาขาต่อมาจากเทือกเขาพิเรนีสที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศสเปน อยู่ในเขต ออเดอ (Aude) จังหวัดลองกูดอค (LanguedOc) แคว้นอ็อกซิตานี (Occitanie) บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งเขตเมืองหลวงในสมัยโบราณคือเมืองตูลูส (Toulouse) มาก่อน ปัจจุบัน เรนน์ เลอ ชาโต ตั้งอยู่ระหว่างเมืองสําคัญ 2 เมืองคือ คาร์คาสซอนน์ (Carcassonne) กับ ลิโม (Limoux) ที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตไวน์ชั้นเลิศ

ชื่อเรนน์ เลอ ชาโต ไม่ใช่ ชื่อปราสาทเท่านั้น แต่เป็นชื่อของหมู่บ้านและชุมชนบริเวณทั้งหมดในสมัยโบราณที่นี่เคยเป็นชุมชนใหญ่ของชาววิซิโกธมาก่อน จึงมีการสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้น ปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต จึงเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองเก่าซึ่งเคยมีเจ้าหรือขุนนางตําแหน่งสําคัญปักหลักสร้างอํานาจอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ยังคงมีร่องรอยของแนวกําแพงเมืองเก่าที่สร้างขึ้นมาในสมัยชาววิซิโกธครองอํานาจปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่ด้วย

ตามประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเล่าว่า ในสมัยที่ชาววิซิโกธเข้าโจมตีอิตาลีนั้น ได้นําทรัพย์สมบัติมากมายที่ปล้นชิงจากโรมมาเก็บไว้ที่คาร์คาสซอนน์นี้ด้วย โดยในจํานวนนั้นมีสิ่งล้ําค่าที่ฝ่ายศาสนจักรโรมันคาทอลิกเก็บรวบรวมมาจากเยรูซาเล็มตั้งแต่คราวที่ชาวโรมันเข้าทําลายวิหารแห่งที่สอง (Second Temple) แล้วนําสิ่งของล้ำค่าต่างๆภายในวิหารกลับไปเก็บไว้ที่โรมเป็นจํานวนมากรวมอยู่ นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สมบัติที่ชาวโรมันปล้นมาจากสถานที่สําคัญอื่นๆอีกมากมาย ก็ถูกชาววิซิโกธปล้นมาอีกทอดหนึ่งจากการบุกเข้าโจมตีโรมครั้งนั้นนํามาเก็บซ่อนไว้ที่นี่เช่นกัน

ซึ่งในจํานวนสมบัติล้ำค่าเหล่านั้นมีสิ่งสําคัญทางศาสนาชิ้นหนึ่งที่กล่าวว่าเคยตั้งอยู่ตั้งแต่ครั้งที่ วิหารแห่งโซโลมอน (Solomon Temple) เพิ่งเริ่มสร้าง และถูกใช้เป็นเครื่องสักการบูชาพระเจ้ามานับตั้งแต่นั้นคือ “โมโนราห์ (Menorah)” หรือเชิงเทียนเจ็ดก้าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชิ้นสําคัญชิ้นหนึ่งซึ่งชาวอิสราเอลให้ความเคารพบูชา เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์แทนความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ก็ถูกนํามาไว้ที่คาร์คาสซอนน์นี้ด้วย

แต่จนในปัจจุบันสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้ได้หายสาบสูญไปจากคาร์คาสซอนน์แล้ว โดยไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใด กล่าวกันว่าเมื่อครั้งที่ชาวมุสลิมบุกเข้ายึดครองแผ่นดินสเปนในช่วงศตวรรษที่ 8 นั้น ชาวมุสลิมได้รุกข้ามเทือกเขาพิเรนีสเข้ามาจนถึงตอนใต้ของฝรั่งเศส แล้วเข้าตีเมืองทางแถบนี้จนแตกไปหลายเมือง และโมโนราห์ก็หายไปจากเมืองคาร์คาสซอนน์นับตั้งแต่ช่วงเวลานั้นเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย

สนับสนุนโดย ufabet