ความลับเรื่องผู้พิทักษ์ปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

เหตุการณ์การกวาดล้างนิกายคาธาร์

ในช่วงศตวรรษที่ 12 – 13 บริเวณเขตอํานาจของ เคาน์ต แห่ง ตูลูส ได้กลายเป็นดินแดนศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายคาธาร์ (Cathar) ที่ต่อมาได้ถูกทางคริสตจักรสั่งให้กวาดล้างชาวบ้านแถบนี้ที่นับถือนิกายคาธาร์ โดยเลือกชุมชนแห่งหนึ่งชื่อว่า อัลไบ (Albi) ในจังหวัดลองกูดอคเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างในการกําราบผู้ที่นับถือนิกายนี้ ซึ่งทางคริสตจักรกล่าวหาว่านิกายนี้เป็นลัทธินอกรีต ทั้งที่ชาวคาธาร์ก็เป็นชาวคริสต์เช่นกันเพียงแต่มีความเชื่อซึ่งไม่เป็นไปตามคําประกาศของคริสตจักรกลางเท่านั้น จึงมีความเชื่อกันว่าการกวาดล้างครั้งนั้นเป็นการตีวัวกระทบคราดไปยังกลุ่มความเชื่อที่ไม่อยู่ในแถวในแนวของคริสตจักรช่วงเวลานั้นมากกว่า เช่นกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ เป็นต้น

เหตุการณ์การกวาดล้างนิกายคาธาร์

เหตุการณ์การกวาดล้างนิกายคาธาร์

การกวาดล้างในครั้งนั้น พระสันตะปาปาอินโนเซ็นต์ ที่ ๓ (Innocent II) ได้อ้างการทําสงครามครูเสดขึ้นมาอีกครั้ง โดยเรียกร้องให้เหล่ากษัตริย์และขุนนางต่างๆจัดตั้งกองทัพครูเสดขึ้นมาปราบปราม และกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 (Philip I) แห่งฝรั่งเศสในเวลานั้นก็ตอบรับ ส่วนฝ่ายคาธาร์ก็มี เคาน์ต แห่ง ตูลูส หนุนหลังอยู่ การกวาดล้างนิกายคาธาร์ครั้งนั้นต้องทําให้ชาวบ้านชาวเมืองอัลไบล้มตายลงเป็นจํานวนมาก ส่วนพวกที่รอดก็หลบหนีกระจัดกระจายจนทําให้ดินแดนแถบนั้นถึงกับร้างผู้คนเลยทีเดียว

นอกจากนี้การกวาดล้างชาวคาธาร์ ครั้งนั้นยังทําให้อิทธิพลของตระกูล เคาน์ต แห่ง ตูลูส ต้องหมดสิ้นลงไปด้วย และเขตแดนของตูลูสทั้งหมดที่เคยเป็นอิสระก็ต้องถูกรวมเข้าไปอยู่ในอํานาจของปารีสนับตั้งแต่นั้นด้วยเช่นกัน

ในช่วงศตวรรษที่ 14 ได้มีกลุ่มทหารชาวคาตาลาน (Catalan) เข้าไปทําการขุดค้นสมบัติที่เล่าลือกันว่าถูกฝังอยู่บริเวณคาร์คาสซอนน์อย่างมากมาย ซึ่งในระหว่างการค้นหาสมบัติครั้งนั้น ทหารชาว คาตาลานได้บุกเข้าทําลายโบสถ์และปราสาทต่างๆลงไปด้วยเป็นจํานวนมาก จนทําให้เมืองต่างๆในคาร์คาสซอนน์กลายเป็นกองเศษอิฐเศษปูน กระทั่งเวลาล่วงเลยมาจึงมีผู้คนรุ่นใหม่ๆค่อยๆกลับเข้าไปตั้งรกรากกันขึ้นใหม่ในบริเวณนั้นอีกครั้ง

โดยมีขุนนางกลุ่มใหม่ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ เดิมเข้าไปจับจองพื้นที่บริเวณคาร์คาสซอนน์แห่งนี้ ส่วน เรนน์ เลอ ชาโต นั้นมีตระกูลวัวซองส์ (Voisins) เข้าไปบูรณะตัวปราสาทและสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นตัวปราสาทและโบสถ์ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วชุบชีวิตชุมชนแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จากเมืองที่เคยหนาแน่นไปด้วยผู้คนก็กลับกลายเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่มีคนอาศัยอยู่เพียงเบาบาง แต่ก็ยังคงมีร่องรอยของความเป็นเมืองใหญ่จากซากของสิ่งปลูกสร้างต่างๆที่ยังคงเห็นอยู่จนทุกวันนี้

ผู้พิทักษ์ความลับของปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

Antoine Bigou

แต่เมื่อถึงช่วงศตวรรษที่ 15 เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้ก็ได้ตกไปอยู่ในการครอบครองของขุนนางตระกูลโอต์โปล (Hautpoul) เป็นรายต่อมา และครอบครองอยู่เป็นเวลาอีกนานหลายศตวรรษสืบมา จนกระทั่งตกมาถึงมือของขุนนางตระกูลโอต์โปล ผู้ที่ครอบครอง เรนน์ เลอ ชาโต คนสุดท้าย คือ ฟรังซัวส์ เดอ โอต์โปล (Francois de Hautpoul) ที่ถือสิทธิ์ครอบครองมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1732 จนกระทั่ง ฟรังซัวส์ เดอ โอต์โปล เสียชีวิตลงจึงได้ทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดรวมทั้งปราสาทแห่งนี้แก่ภรรยาม่ายชื่อ แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส (Marie de Negre d’Ables) แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส จึงถือเป็นคนในตระกูลโอต์โปลคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในเรนน์ เลอ ชาโต

กระทั่งนางเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1781 ซึ่งก่อนจะเสียชีวิตนั้นนางได้บอกความลับบางอย่างเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติของตระกูลที่เก็บซ่อนไว้ใน เรนน์ เลอ ชาโต ให้แก่พระรูปหนึ่งชื่อ อังตวน บิก (Antoine Bigou) ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลโบสถ์ประจําตระกูลของนาง จากจุดนี้เองที่ทําให้เรื่องราวความเร้นลับซึ่งซ่อนอยู่ใน เรนน์ เลอ ชาโต ได้เริ่มต้นขึ้น

หลังจาก แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส เสียชีวิตลง ก็เริ่มมีเสียงเล่าลือถึง เรนน์ เลอ ชาโต ว่าเก็บซ่อนสิ่งล้ำค่าเอาไว้มากมาย ซึ่งสิ่งล้ำค่าเหล่านั้นเชื่อกันว่าน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว และอาจเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ทหารชาวคาตาลานทราบข่าวและเข้ามาขุดค้นในครั้งนั้น แต่ใครๆก็เชื่อว่าทหารคาตาลานเหล่านั้นไม่พบสิ่งที่พวกเขาค้นหาแต่อย่างใด เนื่องจากสิ่งนั้นได้ถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิดมาเป็นเวลาตลอดหลายร้อยปี ซึ่งอาจซ่อนอยู่อย่างเป็นปริศนาที่ใดที่หนึ่งภายใต้สิ่งก่อสร้างในอาณาบริเวณปราสาท เรนน์ เลอชาโต แห่งนั้นเองแต่ก็ไม่เคยมีใครดีปริศนาได้แตก จึงไม่มีใครทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร มีแต่เพียงคนในตระกูลที่ครอบครองเรนน์ เลอ ชาโต ซึ่งสืบทอดกันมาจากตระกูลสู่ตระกูลรุ่นสู่รุ่นเท่านั้นที่ทราบ และสิ่งนี้ถือเป็นกฎเหล็กที่ผู้รักษาความลับนี้จะต้องปกปิดไปจนกว่าตัวจะตายเท่านั้น จึงสามารถจะถ่ายทอดสิ่งนี้ให้แก่ผู้พิทักษ์ความลับรุ่นต่อไปทราบได้

แต่ แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส นั้นไม่มีทายาท นางจึงต้องบอกความลับให้พระอังตวน บิก ทราบ เพื่อให้ความลับไม่ต้องตายไปพร้อมกับนางด้วย พระบิกจึงถือเป็นทายาท ผู้พิทักษ์ความลับของสิ่งล้ำค่าที่ซ่อนไว้เป็นรุ่นต่อมา ซึ่งท่านก็เก็บความลับนี้เอาไว้อย่างเงียบสนิทและไม่เคยแพร่งพรายให้ใครทราบ โดยเก็บซ่อนสิ่งนั้นไว้ตรงฐานของเสาหินโบราณต้นหนึ่งภายในโบสถ์ และตั้งปริศนากํากับเอาไว้เพื่อจะบอกถึงสิ่งที่ถูกซ่อน อยู่ตรงแผ่นหินเหนือหลุมฝังศพของแมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับนั้นสูญหายไปตลอดกาลหากว่าท่านเป็นอะไรไป เพื่อให้คนรุ่นหลังตีปริศนาและนําความลับนั้นไปเก็บรักษาต่อไป

แต่พระอังตวน บิก ก็สามารถพิทักษ์ความลับนี้อยู่ได้จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1792 เท่านั้น เมื่อกระแสการปฏิวัติในฝรั่งเศสเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงทําให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ พระบิกนั้นอยู่ในฝ่ายนิยมกษัตริย์ จึงอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายสาธารณรัฐซึ่งเป็นฝ่ายปฏิวัติ ท่านจึงตกเป็นเป้าโจมตีของชาวบ้านชาวเมืองที่สนับสนุนฝ่ายปฏิวัติอยู่ จนเมื่อกระแสการต่อต้านเริ่มรุนแรงขึ้น ท่านจึงต้องหลบหนีออกจากเรนน์ เลอ ชาโต แล้วเดินทางข้ามไปยังแผ่นดินสเปน แต่หลังจากหนีไปอยู่ในสเปนได้เพียงปีเดียว พระอังตวน บิก ก็ต้องจบชีวิตลงที่นั่นโดยไม่มีโอกาสกลับมาที่เรนน์ เลอ ชาโต หรือแม้แต่ถ่ายทอดความลับของสิ่งล้ำค่าซึ่งถูกฝังอยู่ที่นั่นให้แก่ผู้พิทักษ์คนต่อไปได้ทราบอีกเลย

สนับสนุนโดย ufabet