เหตุการณ์ที่ เรนน์ เลอ ชาโต Rennes le Chateau หลังการปฎิวัติในฝรั่งเศส

เรนน์ เลอ ชาโต

ภายหลังจากที่การปฏิวัติสําเร็จลงในปี ค.ศ. 1799 ทรัพย์สมบัติของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างๆต้องถูกยึดเข้ารัฐไปจนหมดสิ้น ซึ่ง เรนน์ เลอ ชาโต ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ถูกชาวบ้านบุกเข้ายึด และเข้าไปรื้อค้นเพื่อหาทรัพย์สมบัติและสิ่งล้ำค่าตามคําเล่าลือ แต่ก็ไม่มีใครพบสมบัติล้ำค่าดังที่ว่าเลยสักรายเดียว มีเพียงทรัพย์สินเงินทองหรือของตกแต่งบางอย่างที่พอจะมีราคาค่างวดบ้างเท่านั้นที่สามารถหยิบติดมือไปได้ โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าบนแผ่นหินเหนือหลุมฝังศพของแมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส นั้น ได้สลักข้อความอะไรเอาไว้ และที่ฐานเสาหินโบราณต้นหนึ่งในโบสถ์พระ บิกได้ซ่อนอะไรเอาไว้

เหตุการณ์ที่ เรนน์ เลอ ชาโต Rennes le Chateau หลังการปฎิวัติในฝรั่งเศส

Francois Berenger Sauniere

ภายหลังจากพระอังตวน บิก หลบหนีออกจากสถานที่แห่งนั้นในปี ค.ศ. 1792 นั้น เรนน์ เลอ ชาโต ก็ถูกทิ้งร้างไปโดยไม่มีคนดูแลมาเป็นเวลานานหลายปี ยิ่งเมื่อถูกชาวบ้านเข้าไปรื้อค้นเพื่อหาทรัพย์สมบัติกันอย่างอิสระโดยที่ไม่มีใครสามารถห้ามปรามได้เช่นนี้ ปราสาทเรนน์ เลอ ชาโต และโบสถ์ซึ่งตั้งอยู่ภายในก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากโบราณสถานผุพังอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งล่วงมาร่วมศตวรรษจึงได้มีพระอีกรูปหนึ่งเข้าไปทําการฟื้นฟู เรนน์ เลอ ชาโต จนกลับมาดูสง่างามได้ใหม่อีกครั้ง พระรูปนี้มีชื่อว่า ฟรังซัวส์ เบรองเจอร์ โซนิแยร์ (Francois Berenger Sauniere)

ท่านได้เดินทางไปยัง เรนน์ เลอ ชาโต ในปี ค.ศ. 1885 โดยขออนุญาตจากทางพระราชาคณะประจําจังหวัดเข้าไปฟื้นฟูโบสถ์เก่าใน เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนั้นให้กลับมาเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาของชาวบ้านในแถบนั้นได้อีกครั้ง เบรองเจอร์ โซนิแยร์ เป็นพระผู้ใฝ่รู้ใฝ่การศึกษา ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้า บิดาทําธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนจัดการที่ดินให้กับ มาควิส แห่ง คาเซมาชู (Marquis of Cazemajou) ในช่วงก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติขึ้น ซึ่งมาควิสผู้นี้ก็เป็นสหายกับคนในตระกูลโอต์โปล ที่เป็นเจ้าของ เรนน์ เลอ ชาโต รุ่นสุดท้ายด้วยเช่นกัน

ความใฝ่รู้ของโซนิแยร์ ทําให้เขาเป็นคนช่างอ่านช่างจดจํา จนสามารถเรียนรู้ภาษาต่างๆได้มากมาย หลายภาษา ทั้งลาติน ฮิบรู จนถึงภาษากรีกโบราณ ด้วยความใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาของท่านจึงทําให้ทราบเรื่องราวของ เรนน์ เลอ ชาโต เป็นอย่างดี และสนใจที่จะเข้าไปทําความรู้จักกับปราสาทโบราณแห่งนี้อย่างละเอียด หรืออาจจะเป็นเพราะบิดาของท่านเป็นผู้จัดการที่ดินก็เป็นได้ จึงทําให้ท่านมีโอกาสได้รับข้อมูลเกี่ยวกับ เรนน์ เลอ ชาโต จนเกิดความสนใจที่จะเข้าไปศึกษาและค้นหาความลับที่โจษขานกัน

ช่วงที่พระ เบรองเจอร์ โซนิแยร์ ไปถึง เรนน์ เลอ ชาโต ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1885 นั้น ชุมชนนี้มีจํานวนชาวบ้านไปปักหลักอาศัยอยู่เพียง 300 คนเท่านั้น และเมื่อท่านเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่นแล้ว ท่านก็เริ่มมองหาผู้ที่จะมาทําหน้าที่แม่บ้านให้จนได้พบกับครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้ คือครอบครัว เดอนาร์โน (Denarnaud) ครอบครัวเดอนาร์โน ได้ให้บุตรสาววัย 18 ปี ชื่อ แมรี เดอนาร์โน (Marie Denarnaud) เข้าไปทําหน้าที่เป็นแม่บ้านให้กับพระ เบรองเจอร์ โซนิแยร์ และสิ่งแรกที่พระโซนิแยร์เข้าไปปรับปรุงในที่แห่งนี้ก็คือ โบสถ์แห่ง แมรี แมกดาลีน ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมเป็นอย่างมากในเวลานั้น

แต่แล้วเพียงแค่ไม่กี่เดือนที่ เบรองเจอร์ โซนิแยร์ เข้าไปปักหลักอาศัยอยู่ภายในปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้ ก็เริ่มเห็นความผิดปกติเกิดขึ้นกับท่านจนชาวบ้านแถบนั้นรู้สึกผิดสังเกต จากพระซึ่งมีบุคลิกเรียบร้อย ในตอนที่เข้ามาที่นี่ใหม่ๆกลายเป็นพระที่มีแต่ความแข็งกร้าว ชาวบ้านเริ่มมีความรู้สึกเช่นนี้จากการเทศนาของท่านที่เริ่มใช้น้ำเสียงก้าวร้าวเต็มไปด้วยอารมณ์ ทั้งที่ตอนมาใหม่ๆท่านเทศนาแบบสุขุมถ่อมตนเป็นอย่างมาก

สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือท่านเริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมืองของฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติอย่างเผ็ดร้อนเป็นประจํา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยแตะต้องเรื่องการเมืองแต่อย่างใด ในคราวหนึ่งเคยมีช่างปูพื้นกระเบื้องเข้าไปซ่อมแซมพื้นโบสถ์ แมรี แมกดาลีน และสังเกตเห็นว่ามีแผ่นหินแผ่นหนึ่งเผยอออกมา ช่างผู้นั้นจึงได้เดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อที่จะดูให้ชัด ก็สังเกตเห็นว่าแผ่นหินนั้นมีรูปคล้ายอัศวินนั่งอยู่บนหลังม้า แต่ยังไม่ทันได้แตะต้องอะไรพระโซนิแยร์ ก็เดินมาหาช่างคนนั้นแล้วต่อว่าเสียยกใหญ่ จากนั้นก็ไล่ให้ช่างเลิกงานกลับบ้านไปเสีย

แต่พอช่างกลับมาทํางานในวันรุ่งขึ้นก็พบว่าแผ่นหินแผ่นนั้นถูกปิดสนิทแน่นไปเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่ทําให้เห็นว่าพระโซนิแยร์พยายามปกปิดอะไรบางอย่าง คนในหมู่บ้านยังเล่าลือกันอีกด้วยว่าพวกเขามักได้ยินเสียงการขุดและทุบพื้นในเวลาค่ำคืนดังมาจากโบสถ์ ซึ่งก็มีบางคนไปเห็นพระโซนิแยร์ เดินไปเดินมาอยู่ตรงบริเวณสุสานในยามวิกาล คล้ายกับกําลังสํารวจหรือขุดหาอะไรสักอย่าง

นอกจากพฤติกรรมน่าสงสัยของท่านแล้ว ยังมีเรื่องน่าประหลาดใจที่คล้ายท่านไปได้รับงบประมาณก้อนโตมาจากสํานักศาสนาหรืออย่างไร จึงมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยและซ่อมแซมโบสถ์ซ่อมแซมปราสาทอยู่ตลอดเวลาไม่รู้จักเสร็จสิ้น ทั้งที่ตอนเดินทางมาใหม่ๆใครๆมักพูดถึงท่านกันว่าเป็นพระ สมถะ นุ่งเจียมห่มเจียมจนชาวบ้านต้องนําข้าวนําของมาถวายเพราะเกรงว่าท่านจะลําบาก พอท่านมีเงินมีทองขึ้นมาทันตาสามารถจ้างคนมาปลูกสร้างอาคารหลังใหม่ขึ้นในบริเวณที่ดินของปราสาทอีกหลายหลัง ต่อเติมห้องหับต่างๆทั้งยังเนรมิตโบสถ์และโรงสวดมนต์ขึ้นใหม่อย่างงดงามจนทําให้ เรนน์ เลอ ชาโต กลับคืนมามีชีวิตชีวาได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจดูดีกว่าเดิมเสียอีก

ชาวบ้านจึงต่างโจษจันถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระโซนิแยร์ ว่าท่านอาจขุดพบสิ่งล้ำค่าตามที่มีการเล่าลือกันหรืออย่างไร นอกจากนี้ชาวบ้านยังสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นกับชีวิตส่วนตัวของท่านอีกด้วย ท่านเริ่มมีชีวิตหรูหราขึ้น เริ่มคบหาบุคคลมียศมีตําแหน่ง ชาวบ้านจึงมักเห็นคนแปลกหน้าเดินทางมาที่ เรนน์ เลอ ชาโต บ่อยครั้ง และมักตรงไปหาท่านที่ปราสาทอยู่เป็นประจํา

ความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกผันซึ่งเกิดขึ้นกับพระเล็กๆรูปหนึ่งที่มีความสมถะ กลับกลายเป็นพระที่มีความกว้างขวาง มีคนมากหน้าหลายตาแวะเวียนมาหาไม่เคยขาดเช่นนี้จะไม่ทําให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวท่านกันทั่วทั้งหมู่บ้านเล็กๆแห่งนั้นได้อย่างไร และด้วยบุคลิกที่เปลี่ยนไปจนทําให้กลายเป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นนี้ ทําให้บางครั้งท่านจึงไปมีเรื่องราวกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพราะไม่พอใจในการทํางานของเจ้าหน้าที่บางอย่างจนเจ้าหน้าที่ราชการเหล่านั้นขุ่นเคืองใจ จึงได้ไปร้องเจ้าคณะของท่านคือ บิชอป แห่ง คาร์คาสซอนน์ (Bishop of Carcassone) ให้ออก คําสั่งย้ายท่านออกจากที่นั่นไปเสีย แต่ท่านบิชอป ก็กลับบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา โดยพยายามหาทางออกด้วยการส่งท่านไปประชุมในต่างเมือง เพื่อให้ท่านหลบลี้หนีหน้าไปสักระยะหนึ่งก่อนจึงค่อยกลับมาเมื่อเรื่องซาลง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet