พระโซนิแยร์ ผู้ค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายในปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

ปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

สําหรับเบื้องหลังในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพระเบรองเจอร์ โซนิแยร์ นี้ในหนังสือสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ของ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น กล่าวว่าท่านได้ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันเป็นสมบัติล้ำค่าตามที่เล่าลือกัน นั่นก็คือความลับซึ่ง แมรี เดอ เนรเกรดาเบลส ให้พระอังตวน บิก เป็นผู้เก็บซ่อนคนต่อไปนั่นเอง แม้ว่าพระบิกจะไม่ได้บอกที่ซ่อนความลับนี้แก่พระโซนิแยร์ด้วยตนเอง แต่ก็ตั้งปริศนาเพื่อบอกที่ซ่อนเอาไว้ และพระโซนิแยร์ก็เป็นผู้ตีปริศนาซึ่งสลักไว้บนแผ่นหินเหนือหลุมศพของ แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส จนแตก และสามารถค้นพบแผ่นหนังซึ่งเป็นบันทึกโบราณ จํานวน 4 แผ่นที่ซ่อนอยู่ตรงฐานเสาหินโบราณในโบสถ์

พระโซนิแยร์ ผู้ค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายในปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

พระโซนิแยร์ ผู้ค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายในปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

บันทึกนั้นเขียนด้วยภาษาซึ่งยากจะเข้าใจได้ ถึงแม้พระโซนิแยร์จะเชี่ยวชาญหลายภาษาก็ตาม แต่ท่านก็ไม่อาจแปลหรือตีความใดๆออกเลย ท่านจึงนําแผ่นหนังเหล่านั้นไปพบกับบิชอปแห่งคาร์คาสซอนน์ คือ เฟลิกซาร์แซน บิลยาร์ด (Felix-Arsene Billard) ซึ่งบิชอปได้แนะนําให้พระโซนิแยร์ ไปพบกับนักถอดรหัสอักษรผู้หนึ่งชื่อ เอมีล์ อุฟเฟต์ (Emile Hoffet) ในปารีส และหลังจากที่พระ โซนิแยร์กลับจากปารีสครั้งนั้นนั่นเอง ชีวิตของท่านจึงเกิดการพลิกผันเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน

กล่าวกันว่าสิ่งที่พระโซนิแยร์ค้นพบนั้นไม่ได้เป็นเพียงแผ่นหนังบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ธรรมดาทั่วไปเท่านั้น แต่มีการเฉลยปริศนาของสิ่งที่ร่ำลือกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าซึ่งซ่อนอยู่ในที่แห่งนั้น สิ่งล้ำค่าดังกล่าวไม่ใช่แก้วแหวนเงินทองที่เล่ากันว่า ไนต์ส เทมปลาร์ เป็นผู้นํามาซ่อนไว้แต่อย่างใด แต่มันมีความสําคัญถึงขนาดที่สามารถทําให้ผู้ที่ค้นพบเกิดความร่ำรวยได้เลยทีเดียว สิ่งนั้นก็คือสุสานโบราณซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดินของปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต และพระโซนิแยร์ก็ได้พบเห็นสิ่งนั้น ด้วยตาของท่าน และนําไปใช้ต่อรองเพื่อสร้างความร่ำรวยต่อไป

ในหนังสือของ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น ยังบอกอีกด้วยว่า ระหว่างที่พระโซนิแยร์อยู่ในปารีสนั้น ท่านได้ติดต่อกับนักร้องโอเปราผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งชื่อ เอมมา คาล์ฟ (Emma Calve) เอมมา คาล์ฟ นั้นนอกจากจะเป็นนักร้องโอเปราแล้ว เธอยังเป็นผู้ศึกษาศาสตร์เร้นลับและไสยเวทย์จนลึกซึ้งอีกด้วย กระทั่งกลับมาถึง เรนน์ เลอ ชาโต แล้วพระโซนิแยร์ก็ยังติดต่อกับเธออย่างสม่ำเสมอ จนมักมีการซุบซิบนินทาจากชาวบ้านแถบนั้นว่าทั้งสองลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกันหรือไม่ และตั้งแต่กลับจากปารีสครั้งนั้นเช่นกันที่พระโซนิแยร์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างผิดหูผิดตา

บัญชีของโบสถ์เริ่มมีเงินไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนสามารถสั่งข้าวของเข้ามาตุนเอาไว้ได้ครั้งละมากๆ นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายเช็คให้แก่ช่างในการปรับปรุงซ่อมแซมโบสถ์เป็นจํานวนเงินมากถึง 200,000 ฟรังค์อีกด้วย และจากการเปิดเผยของผู้ตรวจสอบบัญชีโบสถ์ ยังทราบอีกด้วยว่าในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1987 1989 นั้นมีเงินไหลเข้าไปในบัญชีของโบสถ์มากถึง 660,000 ฟรังค์ ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับค่าเงินในปัจจุบันแล้ว จะมีมูลค่าสูงกว่า 25 ล้านฟรังค์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงชีวิตที่เปลี่ยนไปของพระโซนิแยร์ด้วยว่า ท่านเริ่มใช้ชีวิตแบบเศรษฐี ทานอาหารหรู ดื่มไวน์ราคาแพง และยังมักชอบเปิดปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต เป็นที่จัดเลี้ยง โดยจะเชิญให้มิตรสหายที่เป็นชนชั้นสูงเข้ามาเที่ยวและพักค้างอยู่เป็นประจํา และความเปลี่ยนแปลงนี้แม้แต่แม่บ้านที่ทํางานให้คือ แมรี เดอนาร์โน นั้นก็พลอยได้รับอานิสงส์ของความร่ำรวยนี้ไปด้วย เธอเริ่มกลายเป็นสาวรสนิยมสูง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงจนทําให้คนในหมู่บ้านเรียกเธอกันว่า “มาดอนนา (Madonna)” ในที่นี้มีความหมายหมายถึง “สตรีผู้สูงส่ง”

ถึงแม้พระโซนิแยร์จะเริ่มใช้ชีวิตที่หรูหราก็ตาม แต่ก็มักเก็บตัวอยู่แต่ในปราสาท ถ้าหากไม่ได้ออกทําภารกิจทางศาสนาหรือต้อนรับแขกแล้ว ท่านมักจะเก็บตัวอยู่ที่หอคอยแมกดาลา (Magdara Tower) ซึ่งท่านสร้างขึ้นใหม่เพื่อใช้เป็นห้องสมุดส่วนตัวตลอดทั้งวันโดยแทบไม่ได้ย่างกรายออกจากที่นั่นเลย แต่ชีวิตอันหรูหราของพระโซนิแยร์ที่เรนน์ เลอ ชาโต ก็ดําเนินไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1901 เท่านั้น เมื่อบิชอป บิลยาร์ด ผู้อุปถัมภ์ค้ำชูคนสําคัญของท่านเริ่มประสบปัญหาด้านสุขภาพจนต้องย้ายไปรักษาตัวที่เมืองอื่น ผู้ซึ่งเข้ามาทําหน้าที่เจ้าคณะแทนท่านคือบิชอปปอล-เฟลิกซ์ แห่ง โบเซชัวร์ (Paul-Felix of Beausejour) ตั้งแต่เริ่มเข้ารับตําแหน่ง บิชอปท่านนี้ก็เกิดความขัดแย้งกับพระโซนิแยร์มาโดยตลอด

สาเหตุเกิดจากการที่บิชอป ปอล-เฟลิกซ์ พยายามซักไซ้พระโซนิแยร์ว่าสิ่งที่ท่านพบ และเป็นที่โจษจันกันในหมู่ชาวบ้านคืออะไร พระโซนิแยร์ก็ตอบกลับอย่างหัวเสียว่า “มันไม่ใช่ธุระของท่าน” นับตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มเปิดศึกกันระหว่างพระธรรมดารูปหนึ่งกับบิชอปที่มีอํานาจเหนือกว่า กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1909 บิชอป ปอล-เฟลิกซ์ ก็สบโอกาส และออกคําสั่งย้ายพระโซนิแยร์ ออกจากโบสถ์ที่เรนน์ เลอ ชาโต ไม่ให้รับผิดชอบดูแลโบสถ์อีกต่อไป โดยให้ท่านไปประจําอยู่ที่โบสถ์ของหมู่บ้านเล็กๆอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งพระโซนิแยร์ก็ขัดขืนไม่ยอมย้ายไปที่นั่น แต่ก็ยอมย้ายออกจากโบสถ์ โดยไปพักอาศัยอยู่ที่ วิลลา เบธาเนีย (Villa Bethania) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโบสถ์เดิมเพียงไม่ไกล

วิลลาแห่งนี้เป็นสมบัติของพระโซนิแยร์เอง และสร้างขึ้นด้วยเงินที่ท่านได้มาอย่างปริศนานั่นเอง เพื่อเตรียมไว้สําหรับเป็นที่พักยามบั้นปลายชีวิต นับแต่นั้นท่านก็ปฏิเสธอํานาจของฝ่ายศาสนา และเป็นปฏิปักษ์กับบิชอปหรือนักบวชรูปใหม่ที่เข้ามาแทนที่ท่านในโบสถ์ที่เรนน์ เลอ ชาโต ก็ตาม โดยพักอาศัยอยู่ที่วิลลานี้จนกระทั่งสิ้นลมด้วยโรคหัวใจในปี ค.ศ. 1917 ส่วนศพของท่านก็ถูกนําไปฝังไว้ที่สุสานใน เรนน์ เลอ ชาโต นั่นเอง

ตลอดเวลานับจากที่ท่านเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นปริศนาจนกระทั่งสิ้นลมนั้น พระเบรองเจอร์ โซนิแยร์ ไม่เคยปริปากเผยถึงเรื่องที่ท่านพบให้ใครได้ทราบเลย นอกจากบิชอป บิลยาร์ด ผู้อุปถัมภ์ท่าน หรือไม่ก็เพียงมิตรสนิทบางคนกับแม่บ้าน แมรี เดอนาร์โน เท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ มีเพียงแม่บ้าน แมรี เดอนาร์โน เท่านั้นที่อยู่กับท่านจนถึงนาทีสุดท้าย แมรี เดอนาร์โน จึงเป็นผู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องสมบัติล้ำค่าที่ท่านพบ และได้รับมอบทรัพย์สินต่างๆของท่านทั้งหมด เนื่องจากท่านไม่มีทายาท ซึ่งนางก็เก็บรักษาความลับอันล้ำค่านั้นไว้เป็นอย่างดีตลอดมาโดยไม่คิดแพร่งพรายให้ใครทราบเช่นกัน

แต่ต่อมาเมื่อนางเริ่มขัดสนจึงขายสิ่งของที่ได้รับมาจากพระโซนิแยร์ออกขายที่ละชิ้น แม้กระทั่งหนังสือและสมุด บันทึกต่างๆที่ท่านเคยเขียนเอาไว้ นางก็นําไปขายให้แก่ “สมาคมกิจการซื้อขายหนังสือ” ที่อังกฤษ โดยคาดไม่ถึงว่าในบันทึกนั้นจะมีสิ่งที่พระโซนิแยร์ ถอดความปริศนาเอาไว้รวมอยู่ด้วย และบันทึกเล่มนี้เองที่ภายหลังได้ถูกนํามาใช้เป็นแนวทางในการสืบค้นความลับของเรนน์ เลอ ชาโต

กล่าวกันว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น พวกนาซี (Nazi) ซึ่งได้รับทราบข้อมูลว่ามีสิ่งล้ำค่าซ่อนอยู่ในเรนน์ เลอ ชาโต ด้วยนั้น ได้บุกเข้าไปที่นั่นเพื่อค้นหาสิ่งนั้นเช่นกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดพบหรือได้อะไรติดมือกลับไปเช่นเดียวกับพวกทหารคาตาลานในอดีต กระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงแล้ว ในปี ค.ศ. 1946 แมรี เดอนาร์โน ก็นําทรัพย์สินที่ได้รับออกมาเทขายอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้นางได้นําที่ดินไปจํานองไว้กับนักธุรกิจผู้หนึ่งชื่อ โนแอล คอร์บู (Noel Corbu) ด้วย

โนแอล คอร์บู ผู้นี้เป็นคนที่สนใจในเรื่องราวอันเร้นลับของ เรนน์ เลอ ชาโต ด้วยเช่นกัน เขาจึงพาครอบครัวย้ายไปพักอาศัยอยู่ที่นั่นช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่ง แมรี เดอนาร์โน ก็ทําหน้าที่แม่บ้านให้กับครอบครัว คอร์บู ต่อไป โนแอล คอร์บู มีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อว่า แคลร์ (Claire) ซึ่งเธอมักจะไปคุยกับ แมรี เดอนาร์โน บ่อยๆ เธอเคยถามนางตรงๆว่าที่เรนน์ เลอ ชาโต มีความลับอะไร แต่นางก็ไม่เคยบอก จนวันหนึ่ง แมรี เดอนาร์โน ก็ได้บอกกับ แคลร์ อย่างเป็นปริศนาว่า “ภายหลังจากฉันตายไปแล้วพ่อของเธอจะรวย” ซึ่งนางอาจหมายถึง โนแอล คอร์บู จะเป็นผู้กุมความลับของสมบัติล้ำค่าที่เก็บซ่อนเอาไว้ที่นี่เป็นรายต่อไปก็เป็นได้

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นไปตามนั้น แมรี เดอดาร์โน เกิดล้มป่วยลงในปี ค.ศ. 1953 จนนางเป็นอัมพาตพูดไม่ได้ และหลังจากป่วยหนักได้เพียงไม่กี่วัน นางก็เสียชีวิตลงโดยไม่ทันได้บอกสิ่งใดกับโนแอล คอร์บู ทราบตามที่ตั้งใจเอาไว้ เนื่องจากนางพูดไม่ได้นั่นเอง ความลับซึ่งเธอตั้งใจจะบอกให้คอร์บูทราบและให้เขาเป็นผู้พิทักษ์ความลับรายต่อไปจึงไม่ได้รับการเปิดเผย มันจึงยังคงเป็นความลับต่อไปโดยไม่มีใครสามารถเข้าถึงชั่วนิจนิรันดร์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet