ปริศนาภาพวาดคนเลี้ยงแกะแห่งอาร์คาเดียของ Nicolas Poussin

rennes-le-chateau

ภายหลังจากที่ แมรี เดอนาร์โน เสียชีวิตลงแล้ว โนแอล คอร์บู กับครอบครัวก็ปักหลักอยู่ที่เรนน์ เลอ ชาโต ต่อไปและเลิกทํากิจการน้ำตาลในโมร็อกโกที่ทําอยู่ลงอย่างถาวร หันมาทําธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเรนน์ เลอ ชาโต แทน จนกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินอย่างเป็นกอบเป็นกําให้แก่เขามากกว่าธุรกิจเดิมเสียอีก ด้วยจํานวนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปศึกษา ค้นคว้า และสัมผัสเรื่องราวที่ร่ำลือกันของสถานที่ซึ่งได้รับการโจษขานกันมานานนับศตวรรษแห่งนี้

ปริศนาภาพวาดคนเลี้ยงแกะแห่งอาร์คาเดียของ Nicolas Poussin

ปริศนาภาพวาดคนเลี้ยงแกะแห่งอาร์คาเดียของ Nicolas Poussin

อาจกล่าวได้ว่า โนแอล คอร์บู ได้พบความร่ำรวยดังเช่น แมรี เดอนาร์โน กล่าวไว้จริงๆก็ด้วยธุรกิจดังกล่าวนี้เอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะสมบัติ แต่เป็นเพราะโชคชะตา แต่ถึงแม้ว่าความลับจะไม่ได้ถูกเปิดเผย ก็ยังคงมีนักค้นคว้ารุ่นใหม่พยายามเข้าไปค้นหาความลับดังกล่าวเพื่อนํามาเผยแพร่อยู่ดี โดยตั้งความหวังว่าจะสามารถตีปริศนาได้เช่นเดียวกับพระเบรองเจอร์ โซนิแยร์ ซึ่งเข้าไปค้นหาและตีปริศนาด้วยตัวเองจนพบ

นักค้นคว้าที่กล่าวถึงนี้ก็คือ ไมเคิล ไบเจนต์ ริชาร์ด ลี และ เฮนรี ลินคอล์น นั่นเอง ที่เข้าไปค้นคว้าและนําเรื่องราวที่พบมาเปิดเผยหนังสือของพวกเขา ถึงเรื่องราวที่พวกเขานํามาเปิดเผยนี้อาจฟังดูเหลือเชื่อสักหน่อย และไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าเป็นความลับเดียวกันกับที่พระโซนิแยร์พบหรือไม่ แต่การที่หนังสือของพวกเขาเป็นหนังสือขายดี ก็แสดงว่าเรื่องราวจากการค้นพบและตีความของทั้งสามนี้ต้องเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย แต่จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่ความคิดของแต่ละคน

ในหนังสือ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์” ของ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น ระบุถึงสิ่งที่บันทึกอยู่บนแผ่นหนังทั้ง 4 แผ่นซึ่งเบรองเจอร์ โซนิแยร์ พบตรงฐานของเสาหินในโบสถ์นั้นบอกว่า เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้ก็คือที่ตั้งของสุสาน 2 กษัตริย์ คือกษัตริย์ดาโกแบร์ตที่ 2 (King Dagobert II) กับกษัตริย์ซีออน (King Sion) นอกจากนี้ในบันทึกยังได้บอกถึงเรื่องราวอื่นๆที่ถือเป็นเรื่องซึ่งอาจทําให้ความเชื่อต่างๆที่เคยเชื่อกันเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเยซูตามที่กล่าวในไบเบิลเปลี่ยนแปลงไปจนหมดสิ้นก็เป็นได้

เรื่องนี้หรือไม่ที่นําความร่ำรวยมาสู่พระโซนิแยร์เมื่อเขานําความลับนี้ไปแลกกับทรัพย์สินที่ได้มาอย่างปริศนากับทางคริสตจักรกลางที่โรม เรื่องนี้เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เนื่องจากตัวการทั้งหมดไม่มีชีวิตอยู่แล้ว จึงไม่อาจขุดหลักฐานใดๆมายืนยันได้ ส่วนเรื่องของ 2 กษัตริย์นี้มีความสําคัญ อย่างไรจึงสามารถทําให้คริสตจักรกลางยินยอมทําตามคําขอตามที่เชื่อกัน

ดาโกแบร์ตที่ 2 ก็คือกษัตริย์แห่งราชวงศ์แมโรแวงจิออง ในยุคศตวรรษที่ 7 นับเป็นราชวงศ์ชาวแฟรงค์กลุ่มแรกที่เข้ามาปักหลักในฝรั่งเศส ส่วนซีออนหมายถึงภูเขาซีออนที่ตั้งของเยรูซาเล็มอันเป็นจุดกําเนิดของศาสนาคริสต์ การกล่าวกษัตริย์แห่งซีออนไว้เช่นนี้ ถูกตีความกันว่าหมายถึงกษัตริย์แห่งศาสนาคริสต์หรือพระเยซูนั่นเอง ที่มักเรียกพระองค์กันว่าเป็น ราชาแห่งราชา (King of King) ส่วนการที่พระนามของทั้งสองคือ ดาโกแบร์ตที่ 2 กับ ซีออน ซึ่งระบุว่าถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินของเรนน์ เลอ ชาโต นั้น

แผ่นหนังผืนดังกล่าวระบุถึงสายพงศ์ของราชวงศ์แมโรแวงจิอองด้วยว่า ดาโกแบร์ต ที่ 2 ก็คือผู้สืบเชื้อสายจาก ซาราห์ ที่เชื่อกันว่าเป็นสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งซาราห์ได้อภิเษกกับกษัตริย์ในราชวงศ์แมโรแวงจิอององค์หนึ่ง จนกระทั่งสืบสายมาถึงดาร์โกแบร์ตที่ 2 ซึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์ในช่วงศตวรรษที่ 7 ส่วนที่ ดาโกแบร์ตที่ 2 มาเกี่ยวข้องกับ เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้ได้อย่างไรนั้น ตามประวัติของดาโกแบร์ตที่ 2 เล่าว่า พระองค์อภิเษกครั้งแรกกับเจ้าหญิงชนเผ่าแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxon) นามว่า เมคเธลด์ (Mechthilde) ระหว่างที่ถูกเนรเทศไปอยู่ในอังกฤษ แต่ภายหลังได้กลับมาครองอาณาจักรออสเตรเซีย (Austrasia) ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฝรั่งเศสในเวลานั้น ซึ่งตอนนั้นฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นหลายอาณาจักร โดยมีเชื้อสายของราชวงศ์แมโรแวงจิออง แบ่งแยกเขตกันปกครอง

แต่ก่อนจะกลับถึงออสเตรเซียนั้น ดาโกแบร์ตที่ 2 เดินทางมาพักอยู่ที่ เรนน์ เลอ ชาโต เป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งในช่วงเวลานั้นที่แห่งนี้ยังอยู่ในเขตอํานาจของชาววิซิโกธ แล้วพระองค์ก็ได้อภิเษกอีกครั้งกับเจ้าหญิงของวิซิโกธนามว่า จิแซล (Gisele) ณ โบสถ์แห่ง แมรี แมกกาลีน ที่เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้เองหลังจากดาโกแบร์ตที่ 2 ครองออสเตรเซียได้เพียง 3 ปี ก็เกิดการแย่งชิงบัลลังก์แล้วพระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ โดยมีการสังหารทายาท ซึ่งสามารถขึ้นสู่บัลลังก์ออสเตรเซียต่อได้ลงไปทั้งหมดด้วย

ดังนั้น ออสเตรเซียจึงถูกรวมเข้ากับอาณาจักรแฟรงค์ (Frank) ที่มีราชวงศ์แมโรแวงจิอองอีกสายหนึ่งปกครอง แต่แผ่นหนังที่พบในเรนน์ เลอ ชาโต กลับบอกในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับประวัติศาสตร์ โดยบอกว่าเชื้อสายของดาโกแบร์ตที่ 2 ไม่ได้ถูกกําจัดลงจนหมดสิ้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังคงเหลือรอดอีกองค์หนึ่ง คือ ซิเกอแบร์ตที่ 4 (Sigebert IV) และหลบหนีมาปักหลักที่เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้ แต่การไล่เลียงพงศ์พันธุ์ของสายราชวงศ์นี้บนแผ่นหนังไม่ได้สิ้นสุดลงที่ซิเกอแบร์ตที่ 4 เท่านั้น ยังไล่ไปถึงทายาทที่สืบต่อจากซิเกอแบร์ตที่ 4 ลงไปอีก จนไปหยุดอยู่ที่ชื่อตระกูลตระกูลหนึ่งที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสั่นสะเทือนต่อความเชื่อของชาวคริสต์อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากเรื่องนี้เป็นไปตามที่มีการกล่าวอ้างกันออกมาเช่นนี้ หมายความว่าสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์ยังคงมีสืบทอดมาจนถึงคนในรุ่นปัจจุบันหรืออย่างไร แต่ไบเจนต์ ลี และ เฮนรี ลินคอล์น ไม่ได้หยุดเพียงแค่ประเด็นนี้เท่านั้น ยังคงตั้งทฤษฎีขึ้นมาอีกทฤษฎีหนึ่งว่า กษัตริย์แห่งซีออนที่กล่าวถึงเป็นได้ทั้งผู้สืบเชื้อสาย หรืออาจเป็นพระเยซูเองก็เป็นได้ ตามทฤษฎีนี้ทั้งสามเสนอว่าหากเป็นดังนี้ เหตุการณ์ตรึงกางเขนพระเยซูตามที่กล่าวไว้ในไบเบิลอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง และพระเยซูอาจไม่ได้สิ้นพระชนม์ที่เยรูซาเล็ม แต่เดินทางมาถึงตอนใต้ของฝรั่งเศสพร้อมครอบครัว อันมี แมรี แมกดาลีน ซาราห์ และคณะผู้ติดตาม และสิ้นพระชนม์ลงที่นี่เมื่อล่วงเข้าสู่วัยชรา พระศพของพระองค์จึงถูกฝังอยู่ข้างใต้ เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้

ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามทฤษฎีนี้ เรื่องนี้จะเป็นที่น่าหวั่นวิตกแก่ทุกฝ่ายขนาดไหน จะเกิดความโกลาหลขนาดไหน หากถูกเผยแพร่ออกไป จากทฤษฎีนี้ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น อ้างว่ามีหลักฐานอย่างหนึ่งที่ทําให้เชื่อว่า เบรองเจอร์ โซนิแยร์ ก็พบในสิ่งเดียวกันนี้ ท่านจึงได้ซื้อภาพทําซ้ำของภาพวาดที่มีชื่อเสียงซึ่งวาดโดย นิโคลัส ปูแซง (Nicolas Poussin) นักวาดภาพชาวฝรั่งเศสในยุคศตวรรษที่ 17 นําไปวิเคราะห์ ภาพดังกล่าวมีชื่อว่า “คนเลี้ยงแกะแห่งอาร์คาเดีย (The Shepherds of Arcadia)” เป็นภาพของชายเลี้ยงแกะ 3 คนกับหญิงนางหนึ่งอยู่ตรงหน้าโลงหินโบราณหลังหนึ่งที่มีข้อความภาษาลาตินเขียนว่า “แล้วข้าก็ไปสู่แดนสุขาวดี”

ซึ่งประเด็นสําคัญอยู่ที่ทิวทัศน์เบื้องหลังของภาพที่ดูคล้ายกับสถานที่แห่งหนึ่งใกล้กับ เรนน์ เลอ ชาโต จึงมีการตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า นิโคลัส ปูแซง ซึ่งเป็นนักเล่นรหัสนัยเช่นเดียวกับ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) อาจทราบเรื่องนี้ด้วย จึงใส่รหัสนัยแฝงไว้ในภาพเพื่อบอกเป็นนัยว่ามีบุคคลสําคัญที่เป็น “คนเลี้ยงแกะ” ซึ่งเป็นอุปมาที่มักใช้กันเมื่อต้องการกล่าวถึงพระเยซูว่าถูกฝังอยู่ ณ บริเวณ เรนน์ เลอ ชาโต แห่งนี้

เรื่องของสุสานหรือห้องลับใต้ดินที่ เรนน์ เลอ ชาโต นั้น เคยมีคณะนักสํารวจกลุ่มหนึ่งได้นําเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่เข้าไปทําการตรวจสอบชั้นดินบริเวณนั้นดู ก็พบว่าชั้นดินบริเวณนั้นน่าจะมีห้องขนาดใหญ่หรืออาจเป็นโพรงถ้ำตั้งอยู่ลึกลงไปจากพื้นผิวดินหลายเมตรจริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะ เข้าไปทําการขุดค้นให้เป็นที่ประจักษ์ได้อย่างละเอียด เนื่องจากสถานที่นั้นเป็นสถานที่ส่วนบุคคล และไม่มีผู้ครอบครองคนใดหรือรุ่นใดก็ตามอนุญาตให้เข้าไปทําการสํารวจ อาจเป็นเพราะต้องการให้สถานที่แห่งนั้นคงเรื่องราวให้เป็นที่กล่าวถึงไปเรื่อยๆ และเพื่อให้ความลับนั้นยังคงถูกปิดเป็นความลับไปชั่วกาลนาน ซึ่งความลับที่ว่าอาจมีหรือไม่มีอยู่จริงก็เป็นได้

ส่วนข้อสงสัยในทฤษฎีต่างๆที่กล่าวไว้ในหนังสือ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์” นั้นจะมีน้ำหนักเชื่อได้เพียงใด ก็คงต้องสรุปว่าควรเป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคลที่เสพข้อมูลว่าจะเชื่อได้หรือไม่ เพราะทฤษฎีก็คือข้อสันนิษฐานซึ่งผู้เสนอพยายามหาหลักฐานต่างๆมาอ้างอิงให้เชื่อ แต่จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะทฤษฎีหลายทฤษฎีเกิดขึ้นมาแล้วตายไปจน ถูกลืมไปในที่สุดก็มี

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet