บทบาทของผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด และหมอผีในยุคโบราณ

Magician

กล่าวถึงความเชื่อในเรื่องเวทมนตร์คาถาและอํานาจเหนือธรรมชาติแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมาแต่ดึกดําบรรพ์ ไม่ว่าที่ไหนหรือแห่งหนใดก็ตามในโลกนี้ก็มักมีความเชื่อเรื่องนี้เหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในสังคมซึ่งอ้างว่ามีความเป็นอารยะ หรือพวกที่ถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนที่ไร้อารยธรรม ก็ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่ในสังคมนั้นๆทั้งสิ้น และไม่มีทางที่จะขจัดเรื่องเหล่านี้ออกไปจากสังคมนั้นๆได้อย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม

บทบาทของผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด และหมอผีในยุคโบราณ

บทบาทของผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด และหมอผีในยุคโบราณ

อาจกล่าวได้ว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นความเชื่อความศรัทธาเดียวในโลกที่เก่าแก่ที่สุด และยังฝังตัวอยู่ในทุกสังคมอย่างเข้มแข็งและเหนียวแน่น ยิ่งกว่าความเชื่อหรือลัทธิและศาสนาใดอีกด้วย ซึ่งความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่ว่าลัทธิหรือศาสนาใดในโลกก็ตาม ก็ล้วนแต่มีความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ คาถา และอํานาจเหนือธรรมชาติแฝงอยู่ในลัทธิและศาสนานั้นๆด้วยกันทั้งสิ้น และความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ก็นับเป็นความเชื่อความศรัทธาแรกสุดที่ถือกําเนิดพร้อมกับเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนจะมีลัทธิหรือศาสนาใดๆอีกด้วย

มนุษย์ในยุคดึกดําบรรพ์เมื่อเริ่มมีความคิดก็เริ่มมีจินตนาการต่างๆนานาขึ้น และจินตนาการนี้เองที่ทําให้มนุษย์เริ่มเกิดความสงสัยในสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว สงสัยว่าเหตุใดกลางวันจึงสว่างและกลางคืนจึงมืด สงสัยว่าบนท้องฟ้ามีอะไร จากข้อสงสัยเหล่านี้จึงทําให้เกิดจินตนาการว่าบนท้องฟ้า น่าจะมีเทพเจ้าหรือเทวดาอาศัยอยู่ มีสวรรค์เป็นที่อยู่ของทวยเทพ และเทพเทวดาเหล่านั้นเองที่เป็นผู้บันดาลให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้น

จินตนาการเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพื่อเป็นคําตอบให้แก่ผู้คนที่มาถามผู้อาวุโสหรือผู้นําประจํากลุ่มผู้เป็นที่เลื่อมใสหรือเป็นที่เคารพของสังคมนั้นๆ ผู้มีหน้าที่หาคําตอบให้แก่ทุกคน และผู้รู้ของสังคมนั้นๆนี่เองที่ถูกเรียกว่า “ผู้วิเศษ (Prophet)” หรือบ้างก็เรียกว่า “พ่อมด (Wizard)” และ “แม่มด (Witch)” ผู้วิเศษหรือพ่อมดแม่มดเหล่านั้นเป็นผู้สอนให้ผู้คนเคารพเหล่าเทพเทวดาและพระเจ้าซึ่งตนเชื่อและคิดพิธีกรรมสักการบูชาขึ้นเพื่อขอบคุณเทพเจ้าที่ประทานสิ่งต่างๆให้พวกตนมีชีวิตที่ยั่งยืน ให้ข้าวให้เมล็ดพันธุ์พืชกินกันได้อย่างอุดมสมบูรณ์ และช่วยปัดเป่าภยันตรายให้ออกไปจากพวกเขา

กระทั่งเมื่อมนุษย์มีความรู้มากขึ้น จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีหาคําตอบด้วยจินตนาการมาเป็นการศึกษาเพื่อหาเหตุผล แล้วจึงคิดหลักวิชาการต่างๆขึ้นเพื่ออธิบายและสอนสั่งผู้คนให้เห็นว่าสิ่งที่เคยเชื่อมาหลายๆเรื่องนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด และเริ่มปลูกฝังความรู้ความเชื่อใหม่ๆแก่สังคม แต่ถึงมนุษย์จะมีความรู้มากขึ้นก็ยังไม่เคยมีสังคมใดหรือยุคสมัยใดที่จะสามารถขจัดความเชื่อดั้งเดิมเหล่านั้นออกไปได้อย่างหมดสิ้นสมบูรณ์ ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งเสมอที่มีความเชื่อและความศรัทธาในแบบเก่าๆอยู่ ยังคงเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์ เชื่อในอํานาจเหนือธรรมชาติ หรือเชื่อในไสยศาสตร์อย่างเช่นที่เคยเชื่อกันอย่างเหนียวแน่นมาแต่ดึกดําบรรพ์

ในทุกสังคมไม่ว่าประเทศเจริญแล้วหรือล้าหลังก็ตาม ก็ยังมีผู้วิเศษ มีพ่อมด หมอผีที่เชื่อว่าสามารถติดต่อกับโลกที่เรามองไม่เห็นเจืออยู่ในสังคมนั้นๆทั้งสิ้น ยังมีผู้คนทุกชนชั้นทั้งยากดีมีจน มีผู้บริหารระดับสูงจนถึงกรรมกรแบกหาม ต่างก็ไปขอพึ่งผู้วิเศษ ไปกราบไหว้ ไปบูชาเพื่อขอให้ปัดเป่าความทุกข์ให้อย่างไม่เคยขาด หรือแม้กระทั่งไปกราบไหว้เพื่อขอให้เกิดความมั่งมี แม้ว่าโลกจะเจริญรุดหน้าไปจนกระทั่งมนุษย์สามารถส่งยานเดินทางไปในห้วงอวกาศอันไกลโพ้นได้แล้ว แต่ก็ไม่อาจขจัดความเชื่อโบราณเหล่านั้นออกไปจากสังคมไหนๆอย่างหมดจดได้เลยไม่ว่ายุคใดสมัยใด

ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอํานาจเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องของผู้วิเศษ พ่อมดแม่มด หรือหมอผีนี้ แม้ว่าจะมีเหมือนกันทุกหนแห่งทุกประเทศทั่วโลก แต่ก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียดที่สืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมประเพณีซึ่งไม่เหมือนกัน เช่นรูปแบบความเชื่อของชาวตะวันตก ก็จะเป็นไปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากชาวตะวันออก ชาวเอเชียกลาง ชาวแอฟริกัน หรือชาวหมู่เกาะต่างๆ แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเรื่องราวความเชื่อซึ่งเกิดขึ้นกับชาวตะวันตกที่มีความน่าสนใจและไกลตัวเรามากกว่าทางฝั่งตะวันออกที่ใกล้ตัวเราและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ชาวยุโรปนั้นเรียกผู้วิเศษ หรือ พ่อมด แม่มด ในชื่อเรียกต่างๆกัน คําเรียกบุคคลเหล่านี้ตามที่ปรากฏในบันทึกต่างๆนั้นมักมาจากความหมายที่เกี่ยวกับ “ปัญญา” ทั้งสิ้น เช่นคําว่า “วิตซ์ (Witch)” นั้นไม่ได้มีความหมายที่หมายถึงแม่มดโดยตรง คําว่า วิตช์ นี้มาจากภาษาอังกฤษโบราณตรงกับคําว่า “วิเตกา (Witega)” แปลว่า “ผู้รู้” หรือ “นักปราชญ์” หรือบ้างก็ว่ามาจากคําว่า “วิเกิล (Wigle)” ซึ่งแปลว่า “ผู้หยั่งรู้” แต่ในบางแห่งก็ว่ามาจากภาษาเยอรมันโบราณ คือคําว่า “วิคเกอร์ (Wicker)” แปลว่า “ผู้หยั่งรู้” เช่นกัน แต่ถึงแม้ว่าจะมีข้อสันนิษฐานถึงที่มาของคําว่า วิตช์ กันต่างๆนานา ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มีความหมายหมายถึง “ผู้มีความรู้” ทั้งสิ้น

อีกคําหนึ่งที่มักนํามาใช้เรียก พ่อมด ก็คือคําว่า “วิซาร์ด (Wizard)” คํานี้มาจากคําว่า “ไวส์ (Wise)” ที่มีความหมายแปลว่า “ความฉลาด” หรือ “ความรอบรู้” ซึ่งก็เป็นไปในทํานองเดียวกันกับ วิตช์ หรือแม่มดนั่นเอง แต่โบราณมาการที่ใครจะได้รับการยกย่องให้เป็นผู้วิเศษเหนือผู้อื่นได้นั้น จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้หรือรอบรู้ในเรื่องต่างๆเป็นอย่างดี เช่นความรู้ในการดํารงชีพ ความรู้ในการประกอบอาชีพ ความรู้ในเชิงช่าง หรือการเป็นครูบาอาจารย์ เป็นต้น จึงจะได้รับการยกย่องจากสังคมนั้นๆให้เป็น วิตซ์ หรือ วิซาร์ด ได้ ซึ่งคนโบราณก็มักเชื่อว่าความรู้ดังกล่าวจะต้องเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับอํานาจเหนือธรรมชาติ หรือมีความรู้

ความสามารถที่ทําให้คนทั่วไปเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นสามารถติดต่อกับพระเจ้าหรือสิ่งเหนือธรรมชาติต่างๆได้ แล้วสามารถนําพลังเหนือธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ เช่น การปัดเป่าโรคภัย การบําบัดทุกข์บํารุงสุขให้แก่ผู้คนในสังคมนั้นๆได้เท่านั้นจึงจะได้รับการเคารพยกย่องจากผู้คนให้เป็นผู้หยั่งรู้ได้ และในสังคมสมัยโบราณนั้นสิ่งหนึ่งที่จะทําให้ผู้คนประจักษ์ได้ถึงความสามารถอันเหนือธรรมชาติในสายตาของผู้คนได้ง่ายๆไม่ว่าสังคมใดก็ตาม ก็คือความสามารถด้านการแพทย์ เนื่องจากคนในยุคนั้นมักเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆไม่มีใครสามารถจะเอาชนะได้ เพราะเป็นเรื่องของเวรกรรม หรือไม่ก็มีสิ่งที่ไม่ปกติ เช่น ภูตผีทําให้เกิดขึ้น

จนเมื่อมีใครสามารถมารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของพวกเขาให้หายหรือดีขึ้นได้ก็จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วิเศษ หรือไม่บุคคลผู้นั้นก็จะต้องเป็นผู้ที่สามารถบอกถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น หรือพยากรณ์เหตุการณ์ได้ก่อนล่วงหน้า จึงจะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นผู้ที่มีอํานาจวิเศษ เป็นผู้มีความหยั่งรู้ สิ่งต่างๆเหล่านี้คือที่มาของความเชื่อเรื่องผู้วิเศษผู้มีอํานาจน่าอัศจรรย์ที่เรียกว่า วิตช์ หรือ วิชาร์ด นั่นเอง

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet