สงครามกวาดล้างลัทธิเพกัน (Pagan) ลัทธิเถื่อนนอกรีตที่ศาสนาคริสต์ไม่ให้การยอมรับ

Priest

เรื่องของ วิตช์ หรือ วิซาร์ด นี้เริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อใดไม่แน่ชัดนัก แต่ในบันทึกบางแห่งได้กล่าวถึงคนประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเล่าว่าบุคคลประเภทดังกล่าวนี้เป็นคนพเนจรที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป เป็นบุคคลลึกลับที่มักเดินทางผ่านไปตามหมู่บ้านต่างๆตามเมืองต่างๆ โดยมีกระเป๋าสัมภาระหรือกล่องไม้ที่ใช้บรรจุข้าวของเพียงใบเดียว แต่ภายในมีเครื่องใช้ไม้สอยแปลกตา มีเครื่องรางต่างๆนานา และมีอุปกรณ์สําหรับการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง

แต่สิ่งสําคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ สมุนไพร หรือยารักษาโรค ที่ใช้เยียวยารักษาอาการบาดเจ็บหรือเจ็บไข้ได้ป่วยให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองตามหนทางที่ตนเดินทางผ่านไป โดยแลกกับอาหารบ้าง หรือแล้วแต่ชาวบ้านจะให้ทานเป็นอะไรก็ตามที่มีราคาค่างวดพอที่พวกเขาจะนําไปจับจ่ายใช้สอยเพื่อดํารงชีพต่อไปได้ ซึ่งถ้าหากใครได้พูดคุยด้วยก็จะทราบว่าบุคคลลึกลับดังกล่าวมีภูมิความรู้มากมายที่คนทั่วไปไม่เคยรู้มาก่อน พวกเขามักเล่าในสิ่งแปลกๆที่ตนได้ประสบมา ชาวบ้านเหล่านั้นมักเชื่อว่าบุคคลลึกลับเหล่านี้ก็คือผู้ซึ่งสวรรค์ส่งมาเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ช่วยรักษาเยียวยาอาการเจ็บป่วยจนหายได้ จึงเรียกคนเหล่านี้ว่า “วิซาร์ด” เพราะเชื่อว่าคนผู้นั้นมีพลังอํานาจเหนือมนุษย์ เป็นผู้มีปัญญาเหนือผู้คน

ซึ่งนอกจากมีความสามารถอันน่าอัศจรรย์ในการเยียวยารักษาโรคแล้ว ยังเชื่อว่าผู้วิเศษเหล่านี้มีความสามารถในการพยากรณ์หรือมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อีกด้วย และด้วยความรู้ความสามารถที่มีเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป จึงมักมีคนนําเรื่องราวต่างๆมาถาม มาขอคําปรึกษากับผู้รู้ลึกลับผู้นั้น ซึ่งผู้รู้ก็สามารถจะค้นหาคําตอบให้เป็นที่น่าพอใจได้ทุกเรื่อง แต่ผู้รู้ผู้วิเศษนี้จะไม่อยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นการถาวร เมื่อถึงเวลาหนึ่งผู้รู้ก็จะเดินทางไปยังที่อื่นต่อไป

เรื่องของผู้รู้นี้เมื่อแพร่จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง จากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง เล่าขานกันว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งมาบําบัดทุกข์ให้แก่ผู้คน จากนั้นก็กลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว เมื่อคนในหมู่บ้านไหนมีคนล้มป่วยหรือเกิดภัยใดๆขึ้นก็มักจะสวดอ้อนวอนและบวงสรวงพระเจ้า ขอให้ส่งผู้รู้ผู้วิเศษผู้นั้นลงมาช่วยเหลือพวกเขาบ้าง จนการขอพรเช่นนี้ได้กลายเป็นประเพณีสืบทอดกัน มาเรื่อยๆ กระทั่งต่อมาก็เริ่มมีความเชื่อว่ามีผู้รู้ผู้วิเศษอยู่ใกล้ตัวนี้เอง เมื่อมีใครที่มีความสามารถพิเศษเหนือกว่าคนอื่น สามารถเยียวยารักษาใครๆได้ หรือมีความรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ หาคําตอบอะไรให้คนอื่นได้หมด ก็จะเชื่อว่าคนผู้นั้นเป็นผู้วิเศษซึ่งสวรรค์ส่งมาด้วยเช่นกัน และคนผู้นั้นก็จะได้รับความเคารพยกย่องให้เป็นผู้วิเศษของสังคมนั้นๆไปในที่สุด

จากเรื่องราวดังกล่าวนี้จะเห็นได้ว่าการที่สังคมใดยกย่องเทิดทูนผู้มีความรู้ความสามารถที่เหนือกว่าผู้ใดในสังคม หรือรู้ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คนผู้นั้นก็สามารถเป็นผู้วิเศษที่มีผู้คนศรัทธาได้ การเชื่อเรื่องผู้วิเศษหรือผู้ที่สวรรค์ส่งมาจึงเกี่ยวเนื่องกับการมีภูมิปัญญา การมีภูมิความรู้เหนือกว่าใคร ความเชื่อเรื่องผู้วิเศษที่มีพลังอํานาจเหนือมนุษย์จึงอาจเกิดขึ้นจากจุดนี้ แต่เมื่อสังคมเติบโตขึ้น และเริ่มมีระบบมากขึ้น ผู้วิเศษหรือผู้มีความเหนือกว่าคนธรรมดาก็เติบโตไปตามสังคมนั้นๆด้วย ผู้วิเศษซึ่งเคยเป็นปัจเจกบุคคลก็เติบโตขึ้นกลายเป็นหมู่คณะแล้วขยายออกไปเป็นเครือข่าย มีการจัดระบบ ระเบียบ มีการวางรูปแบบขนบธรรมเนียมประเพณีให้เป็นหลักเป็นฐานขึ้น ประกอบพิธีกรรมเพื่อให้ดูมีความขลังยิ่งขึ้น

จากผู้วิเศษที่เคยเรียกกัน ต่อมาก็กลายสถานะเป็น “นักบวช (Priest)” มีหัวหน้านักบวชและคณะนักบวชทําหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเยียวยาสังคมแทน จากความเชื่อหรือลัทธิก็กลายมาเป็นศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเมื่อสังคมเริ่มขยายใหญ่ขึ้น จํานวนประชากรมีมากขึ้น และการศึกษาหาความรู้ที่มีอย่างหลากหลายขึ้น รวมไปถึงระบบสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น จึงเกิดสังคมที่มีความหลากหลายกระจายไปทั่วโลกทั้งสังคมเล็กและสังคมใหญ่ สังคมใหญ่กว่าก็พัฒนาตนเองไปได้ไกลกว่า สังคมเล็กกว่าก็เสียโอกาสการพัฒนาให้แก่สังคมใหญ่ จึงเกิดมีคําเรียกว่า “สังคมอารยะ” กับ “สังคมล้าหลัง” ขึ้น

สังคมที่มีอารยะสูงกว่าก็เริ่มพยายามกลืนกินสังคมล้าหลังกว่า กล่าวหาคนเหล่านั้นว่าเป็นคนเถื่อนไร้อารยธรรม ดังเช่นที่ชาวโรมันที่เมื่อกลายมาเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็เริ่มมองชนเผ่าพื้นเมืองอื่นๆว่าเป็นพวกคนเถื่อนและออกปราบปรามคนเหล่านั้น กวาดต้อนเอามาเป็นทาสตน แม้แต่ความ เชื่อและศาสนาดั้งเดิมของคนเหล่านั้นก็ถูกดูแคลนว่าเป็นลัทธินอกรีตที่ต้องกําจัดทิ้ง ทั้งที่ตนเองก่อนที่จะสร้างจักรวรรดิขึ้นจนใหญ่โตก็เคยเป็นชนเผ่าเล็กๆมาก่อน และเคยมีความเชื่อแบบดั้งเดิมดังเช่นชนเผ่าที่ตนดูถูกดูแคลนมาก่อนเช่นกัน

การกวาดล้างลัทธิเพกัน (Pagan)

การกวาดล้างลัทธิเพกัน (Pagan)

ก่อนที่ศาสนาคริสต์จะขึ้นมายิ่งใหญ่และเป็นศาสนาที่มีผู้คนนับถืออย่างแพร่หลายเช่นทุกวันนี้ ศาสนาคริสต์ก็เคยถูกชาวโรมันในสมัยที่ยังคงนับถือเทพเจ้าหลากหลายองค์อยู่ดูแคลนว่าเป็นศาสนานอกรีตที่ต้องกําจัดมาก่อน เหตุการณ์ตรึงกางเขนพระเยซูครั้งนั้นก็เกิดขึ้นจากการดูแคลนของชาวโรมัน ใครที่นับถือศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษแรกๆก็จะถูกตามจับกุมตัวมาลงโทษจนชาวคริสต์ต้องหลบๆซ่อนๆจนแทบไร้ที่ยืนเป็นเวลานานถึง 300 ปี จนเมื่อชาวโรมันหันมานับถือศาสนาคริสต์ในสมัยคอนสแตนตินที่ 1 (Constantinel) นั่นเอง ชาวโรมันก็กลับให้ศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมของตนกลายเป็นศาสนานอกรีตไปเสีย

จนเมื่อศาสนาคริสต์เจริญรุ่งเรืองขึ้น ผู้นับถือศาสนาคริสต์บางกลุ่มก็เริ่มใช้วิธีเดียวกันกับชาวโรมันที่เคยใช้กับตนในยุคแรกๆ คือไล่ต้อนพวกศาสนาดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองในยุโรปให้ไม่มีที่ยืนบ้าง และประกาศให้ความเชื่อเหล่านั้นไม่นับเป็นศาสนา โดยให้เป็นลัทธินอกรีตที่บูชาสิ่งชั่วร้ายไป แต่ถึงแม้ศาสนาคริสต์ซึ่งทรงอิทธิพลในยุโรปจะพยายามไล่กวาดล้าง หรือบีบให้ผู้นับถือศาสนาดั้งเดิมเหล่านั้นหันมาเข้ารีตและยอมรับศีลเป็นชาวคริสต์

อย่างไรก็ตามจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงมีผู้ที่นับถือศาสนาดั้งเดิม หรือพวกที่ยังคงศรัทธาต่อความเชื่อเรื่องผู้วิเศษ พ่อมดหมอผี และยังคงกระทําพิธีกรรมตามความเชื่อเดิมของตนอย่างเหนียวแน่นอยู่ แม้จะมีจํานวนที่ลดน้อยลงตามความเจริญของโลกยุคปัจจุบันก็ตาม แต่ความเชื่อความศรัทธานี้ก็ยังไม่เคยหมดไปจากสังคมไม่ว่ายุคใดสมัยใด

การกวาดล้างความเชื่อดั้งเดิมที่ฝ่ายศาสนจักรคริสต์ประกาศให้เป็น ลัทธิเพกัน (Pagan) หรือลัทธิเถื่อนนอกรีตอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่ต้องการให้หลงเหลืออยู่อีกเลยนั้น ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้นในยุคล่าแม่มดหรือในช่วงยุคสมัยกลางอย่างที่มักเข้าใจกัน แต่เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 แล้ว ภายหลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โรม ประเทศอิตาลี ศตวรรษที่ 5 จากการถูกชนเผ่าคนเถื่อนจากทางเหนือของยุโรปเผ่าต่างๆบุกเข้าโจมตีอยู่หลายระลอก (เวลานั้นจักรวรรดิโรมันถูกแบ่งออกเป็นโรมันตะวันตก และโรมันตะวันออก ซึ่งโรมันตะวันออกนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่คอนสแตนติโนเปิล หรือเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีปัจจุบัน และต่อมาโรมันตะวันออกก็ได้กลายมาเป็น จักรวรรดิไบแซนไทน์)

แต่ฝ่ายศาสนจักรตะวันตกหรือโรมันคาทอลิกไม่ได้ล่มสลายไปด้วย เนื่องจากชนเผ่าคนเถื่อนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามายึดครองอิตาลีต่อจากโรมันตะวันตกก็คือ เผ่าออสโตรโกธ (Ostrogoth) นั้นได้ก่อตั้งอาณาจักรออสโตรโกธิค (Ostrogothic Kingdom) ขึ้นแล้วยอมเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงสามารถปักหลักสร้างอิทธิพลทางศาสนาในแถบตะวันตกต่อไปได้ และมี ความรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชนเผ่าคนเถื่อนกลุ่มอื่นๆที่ตั้งหลักปักฐานอยู่ตรงบริเวณอื่นได้หันมายอมรับในศาสนาคริสต์บ้างเพื่อให้ตนมีความศิวิไลซ์ขึ้น

แต่ถึงแม้ชนเผ่าคนเถื่อนเหล่านั้นสามารถสร้างอารยธรรมของตนจนรุ่งเรืองขึ้นและยอมรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลัก แต่สิ่งหนึ่งที่ชนเผ่าเหล่านั้นยังไม่อาจจะขจัดออกไปจากสังคมที่เริ่มมีอารยะของตนได้ก็คือความเชื่อหรือศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา แม้ว่าชนชั้นสูงในชนเผ่าเหล่านี้จะพยายามปรับรูปแบบชีวิตและสังคมของตนดําเนินรอยตามอย่างชาวโรมันเพื่อให้ตนดูมีความเจริญยิ่งขึ้น แต่สําหรับคนในชนบทหรือเมืองที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง คนเหล่านั้นก็ยังคงยึดถือศาสนาดั้งเดิมต่อไปเพราะไม่อาจจะละทิ้งรูปแบบความเชื่อดั้งเดิมที่ติดแน่นอยู่ในสังคมของตนมาแต่โบราณได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ คริสตจักรโรมซึ่งพยายามจะคงอิทธิพลของตนในยุโรปตะวันตกต่อไปให้ได้โดยอาศัยศาสนาเป็นสิ่งชี้นํา จึงได้ติดต่อกับเหล่ากษัตริย์และชนชั้นสูงของอาณาจักรต่างๆ โดยอาศัยข้อตกลงว่าจะร่วมมือกันเดินก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างสังคมใหม่ให้เป็นปึกแผ่นร่วมกันระหว่างฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร ซึ่งฝ่ายศาสนจักรอ้างว่าหากไม่สามารถขจัดความเชื่อแบบโบราณที่ล้าหลังออกไปให้หมดสิ้นแล้ว ก็ไม่สามารถสร้างสังคมที่เป็นอารยะอย่างแท้จริงขึ้นมาได้ ทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มประสานมือกันเข้าปราบปรามความเชื่อและศาสนาพื้นเมืองเหล่านั้นเพื่อสร้างสังคมอารยะตามข้ออ้างดังกล่าว

การปราบปรามผู้ยังนับถือศาสนาดั้งเดิมหรือชาวเพกันครั้งใหญ่เพื่อเป็นการเชือดไก่ให้ชาวเพกันอื่นๆหวาดกลัวจะได้ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมหันมาเข้ารีตยอมรับศาสนาคริสต์ เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 7 การปราบปรามชาวเพกันอย่างรุนแรงในครั้งนั้นทําให้ชาวเพกันถูกจับกุมคุมขังและถูกนําไปประหารชีวิตนับเป็นจํานวนมากทั่วทั้งยุโรป จนเมืองต่างๆถึงกับร้างผู้คนเพราะถูกสังหารและถูกจับกุมไปคุมขังเป็นจํานวนมาก จากนั้นจึงมีการออกประกาศให้ศาสนาดั้งเดิมหรือเพกัน ถือเป็นศาสนานอกกฎหมาย ผู้ที่ยังคงนับถือและประกอบพิธีกรรมแบบเพกันอยู่ก็จะต้องถูกจับกุม

นอกจากนี้ยังให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการประกอบพิธีกรรมหรือสวดมนต์บูชาเทพเจ้าเพกันที่ใดก็ให้แจ้งทางการทราบ โดยมีการตั้งรางวัลให้สําหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสอีกด้วย การกวาดล้างชาวเพกันจึงกลายเป็นกระบวนการที่ทํากันอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั่วทั้งยุโรปนับจากนั้นมา ถึงแม้ว่าการจัดการกับชาวเพกันครั้งนั้นจะมีการนํากระบวนการยุติธรรมเข้ามาใช้ แต่ก็กระทํากันอย่างรวบรัด และกว่าจะนําขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ชาวบ้านชาวเมืองที่ถูกกล่าวหาก็ถูกทรมานจนจําต้องยอมรับโทษไปก่อนแล้วก็มี แต่บางแห่งนั้นไม่ทันได้ขึ้นสู่กระบวนการทางกฎหมายก็ถูกศาลเตี้ยชําระความ เมื่อเข้าจับกุมก็จัดการประหารหรือสังหารหมู่ลงตรงนั้นเอง

สําหรับความผิดที่ใช้กล่าวหาชาวเพกันผู้ตกเป็นเหยื่อในครั้งนั้นก็คือ การกระทําอันเป็นภัยต่อศาสนาคริสต์ บูชาสิ่งชั่วร้าย และนับถือพระเจ้าซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสต์ และด้วยข้อกล่าวหานี้เองจึงทําให้พระเจ้าในความเชื่อของชาวเพกันทั้งหมดถูกทําให้กลายเป็นปีศาจ เป็นซาตานชั่วร้าย ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าของศาสนาคริสต์นับแต่นั้นมา ซึ่งนอกจากพระเจ้าของชาวเพกันจะถูกเขียนให้เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาคริสต์แล้ว บทสวดขอพรของชาวเพกันก็ยังถูกหาว่าเป็นการใช้เวทมนตร์คาถาเพื่อนําอํานาจชั่วร้ายมาทําลายผู้อื่นอีกด้วย

ทั้งที่ชาวคริสต์ก็มีบทสวดมนต์ขอพรต่อพระเจ้าของตนด้วยเช่นกัน และการสวดมนต์ก็ถือเป็นสากลที่ไม่ว่าศาสนาและความเชื่อใดๆก็มีเหมือนๆกันและมีความหมายเดียวกันทั้งสิ้น คือขอให้พระเจ้าที่ตนเคารพช่วยดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆแก่พวกตนให้อยู่ดีมีสุข ซึ่งไม่ต่างไปจากศาสนาคริสต์แต่อย่างใด แต่ถึงแม้การกวาดล้างครั้งนั้นฝ่ายคริสต์จะใช้วิธีที่รุนแรงหนักหน่วงกับชาวเพกันอย่างใด ผู้มีความเชื่อเหล่านั้นก็ไม่ได้หมดสิ้นไปจากสังคมอยู่ดี แม้ว่าจะต้องคอยหลบซ่อนจากทางการคอยแอบกระทําพิธีกรรมสักการบูชาพระเจ้าตามความเชื่อของตนอย่างเคร่งครัดต่อไป ก็เช่นเดียวกับชะตากรรมของชาวคริสต์ในช่วงศตวรรษต้นๆที่ถูกชาวโรมันตามไล่ตามล้าง เปลี่ยนไปเพียงครั้งนี้ชาวคริสต์เป็นฝ่ายไล่ล่าเท่านั้น

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet