สงครามครูเสด (Crusade War) สงครามที่ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการกำจัดศัตรูทางการเมือง

สงครามครูเสด (Crusade War)

การจัดการพวกนอกรีตในสายตาของฝ่ายคริสต์เกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันอีกครั้งหนึ่งช่วงศตวรรษที่ 8 – 9 เมื่อกษัตริย์ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) กษัตริย์ชาวแฟรงค์ (Frank) พยายามจะสถาปนาอํานาจเช่นในสมัยจักรวรรดิโรมันกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อสามารถรวบรวมเขตแดนของอาณาจักรต่างๆในยุโรปตอนกลางเข้ามาอยู่ภายใต้อํานาจได้แล้ว จึงรวมอาณาจักรเหล่านั้นสถาปนาเป็นจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ 

ลัทธิหนึ่งที่ถูกหาว่านอกรีตในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษกําลังทําพิธีบูชาพระอาทิตย์ และเพื่อที่จะให้จักรวรรดิที่สร้างขึ้นใหม่นี้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างเช่นจักรวรรดิโรมันในอดีต กษัตริย์ชาร์เลอมาญ จึงนําอิทธิพลของศาสนาคริสต์เข้ามาใช้ควบคู่กับการปกครอง โดยหวังใช้อิทธิพลของศาสนาที่แทรกซึมเข้าไปในสังคมชาวยุโรปทั่วทุกหนแห่งเวลานั้น มาใช้ในการสร้างฐานอํานาจให้เข้มแข็งและแผ่กระจายให้กว้างขวางยิ่งๆขึ้นไปอีก

ด้วยเหตุนี้จึงทําให้ทั่วทั้งยุโรปเกิดความยุ่งเหยิงขึ้นมาอีกครั้ง และต่อเนื่องไปเป็นเวลานานหลายศตวรรษ ครั้งนั้นกษัตริย์ชาร์เลอมาญนํานโยบายการกําจัดชาวเพกันอย่างรุนแรงกลับมาใช้อีกครั้ง เพราะมองว่าความเชื่อและศาสนาของชาวเพกันนั้นเป็นอุปสรรคต่อการแผ่ขยายอํานาจ จึงเริ่มออกกวาดจับคนที่ยังคงมีความเชื่อแบบเพกันกันยกใหญ่ มีการประหารชีวิตชาวบ้านชาวเมืองที่ถูกสงสัยว่าเป็นชาวเพกันด้วยการเผาทั้งเป็นนับเป็นจํานวนหลายพันคนโดยไม่มีการไต่สวนแต่อย่างใด

ฤดูกาลแห่งการล่าแม่มด (Witch Hunt Season)

ฤดูกาลแห่งการล่าแม่มด (Witch Hunt Season)

ในสมัยนี้เองที่เริ่มมีการคิดค้นวิธีจัดการผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตอย่างทารุณด้วยวิธีการต่างๆซึ่งยากที่จะบรรยายได้เลยทีเดียว ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมนอกรีตนอกศาสนาหรือนิยมเพกันมักจะถูกนําตัวมาสอบสวนด้วยวิธีทรมานในรูปแบบต่างๆเพื่อให้ยอมรับสารภาพ จนผู้ที่ทนการทรมานทนไม่ไหว หากไม่สิ้นใจลงเสียก่อนก็ต้องยอมรับว่าตนเป็นพวกนอกรีต ทั้งที่หลายคนไม่ได้เป็นชาวเพกันแต่เป็นชาวคริสต์เหมือนกัน กลับต้องยอมรับว่าตนเป็นเพกันก็เพราะวิธีการทรมานอันสุดโหดเหี้ยมนี้เอง นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่มีการนําศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น

การใช้ศาสนามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกษัตริย์ชาร์เลอมาญนั้นถือเป็นการปลุกให้ฝ่ายต่างๆเริ่มหันมาใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทําลายกันอย่างเอิกเกริกนับจากนั้นเป็นต้นมาต่อเนื่องไปอีกนานหลายศตวรรษ ไม่ว่าจะในฝ่ายการเมืองกันเองคือระหว่างกษัตริย์กับขุนนางซึ่งมักแย่งชิงอํานาจกันอยู่เป็นประจํา หรือฝ่ายศาสนาที่มักแย่งชิงอํานาจกันเองเช่นกัน หรือไม่ก็ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายศาสนาที่บานปลายจนกลายเป็นสงครามเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่ฝ่ายการเมืองเท่านั้นที่มีกองทัพ ฝ่ายศาสนาเองก็ยังมีกองทัพของตนด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลเพื่อการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเป้าถูกโจมตีแต่ฝ่ายเดียวถ้าหากไม่มีกองทัพเป็นของตนเอง

จากการแย่งชิงอํานาจระหว่างฝ่ายเช่นนี้เอง เมื่อความขัดแย้งรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นแตกหักเมื่อใด ต่างฝ่ายต่างก็จะดึงเอามวลชนมาเข้าข้างฝ่ายของตนด้วยวิธีการต่างๆนานา ที่มีทั้งวิธีการโฆษณาชวนเชื่อ หว่านล้อมแกมบังคับ ประชาชนจึงต้องยืนอยู่ระหว่างเขาทั้งสองข้างเช่นนี้เป็นประจํา และพลอยต้องรับเคราะห์กรรมถูกบดขยี้ก่อนทุกครั้ง เมื่ออีกฝ่ายเกิดความระแวงว่าประชาชนจะไปเข้าข้างฝ่ายศัตรู ความขัดแย้งเช่นนี้ทําให้ยุโรปนับแต่ช่วงเวลาก่อนเข้าสู่ยุคสมัยกลางจึงเกิดความยุ่งเหยิงอย่างไม่หยุดหย่อน

ซึ่งในบางช่วงเวลานั้นเมื่อฝ่ายการเมืองไม่สามารถเอาชนะฝ่ายศาสนาได้ ก็จะแยกศาสนาในฝ่ายของตนออกมาโดยไม่สนใจอํานาจของฝ่ายคริสตจักรกลางแห่งโรมอีกต่อไป แล้วตั้งตําแหน่งประมุขศาสนาในฝ่ายตนซ้อนขึ้นมาเรียกว่า “แอนไทโปป (Antipope)” กลายเป็นคริสตจักรที่เดินคู่ขนานกันอย่างนั้น ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 แล้ว จนกระทั่งสืบเนื่องต่อมาจนถึงยุคสมัยกลางก็ยังคงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เห็นได้ว่าฝ่ายศาสนากับฝ่ายการเมืองในศาสนาคริสต์นั้นบางช่วงเวลาก็เป็นเหมือนคู่ขนานไม่ยอมมาบรรจบกัน แต่บางช่วงเวลากลับเดินร่วมทางเดียวกัน เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

สําหรับการตั้งตําแหน่งแอนไทโปปขึ้นนั้น ไม่ได้มีเพียงเฉพาะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายศาสนาเท่านั้น จึงมีการตั้งฝ่ายของตนขึ้นเป็นประมุขศาสนาคู่ขนาน แม้ในฝ่ายศาสนาด้วยกันเอง เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นคราใดก็มักจะตั้งศูนย์อํานาจคู่ขนานของฝ่ายตนขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่ความขัดแย้งกันเองในฝ่ายศาสนาด้วยกันก็ยังไม่รุนแรงเท่าความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายศาสนา เหตุการณ์ครั้งที่รุนแรงที่สุดซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายนี้เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 เมื่อเกิดการแย่งชิงเขตแดนอิทธิพลกันระหว่างฝ่ายโรมันอันศักดิ์สิทธิ์กับฝ่ายวาติกัน

ในครั้งนั้นจักรพรรดิเฟรเดอริกที่ 1 (Frederick I) แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ถึงกับยกกองทัพบุกเข้ายึดอิตาลีและโรมแล้วเข้าปิดล้อมวาติกันเป็นเวลานานหลายเดือน ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่เกิดขึ้นทุกครั้งผู้ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดนั้นคือประชาชนชาวบ้านชาวเมือง ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการแย่งอํานาจของทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายศาสนาแต่อย่างใดเลย เหตุนี้จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้ประชาชนที่เกิดวิกฤติศรัทธาต่อทั้งฝ่ายศาสนาและการเมือง ต่างก็หันเข้าพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคยเชื่อและศรัทธามาแต่เก่าก่อนกันมากขึ้น แม้ว่าจะต้องคอยหลบซ่อนคอยหลบหนีการจับกุมของทางการบ้านเมืองอย่างไรก็ตาม

จากจุดนี้จึงถือเป็นการก่อกระแสให้เกิดการฟื้นคืนความเชื่อของชาวเพกันขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง และยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้คนเริ่มเกิดความเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆและสงครามที่เกิดขึ้นมากขึ้นเท่าใด พวกเขาก็จะหันไปพึ่งพาความเชื่อเพกันแบบดั้งเดิมมากขึ้นเท่านั้น และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ศาสนาเพกันไม่เคยตายไปจากความเชื่อของผู้คนเลย แม้จะถูกตามล้างตามทําลายจากฝ่ายศาสนจักรกลางหรือฝ่ายอํานาจทางการเมืองมาโดยตลอดก็ตาม

ในปี ค.ศ. 829 คริสตจักรกลางได้จัดประชุมสภาสงฆ์ขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อที่จะออกกฎหมายกําจัดศาสนาเพกันต่างๆให้หมดสิ้นไปอย่างเด็ดขาด จากการประชุมในครั้งนั้นได้มีการออกกฎหมายฉบับใหม่ที่มีความเด็ดขาดและรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นเพียงข้อห้าม ต่างๆอย่างกว้างๆเท่านั้น แต่กฎหมายฉบับใหม่นี้ได้มีการกําหนดบทลงโทษในขั้นรุนแรงเอาไว้อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเป็นครั้งแรก โดยมีการมอบอํานาจให้แก่ผู้รับผิดชอบในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยสามารถลงโทษผู้ที่มีพฤติกรรมบูชาความเชื่อเพกันถึงขั้นประหารชีวิตได้ กฎหมายนี้จึงเท่ากับเป็นการติดดาบให้แก่ฝ่ายที่ต้องการกําจัดพวกนิยมเพกันได้อย่างเต็มที่และถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ยังมีการระบุให้เอาผิดกับผู้เผยแพร่ความเชื่อแบบเพกันหรือผู้อ้างตนว่าสามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้ ซึ่งก็หมายถึงพวก “ผู้วิเศษ” หรือ “พ่อมดแม่มด” ตามนิยามของฝ่ายคริสต์ ก็ให้มีโทษถึงขั้นประหารชีวิตอีกด้วย แต่กฎหมายนี้ไม่ได้กําหนดรายละเอียดลงไปอย่างชัดเจนว่าการเป็นผู้วิเศษหรือพ่อมดแม่มดมีคุณลักษณะเช่นใด หรือการใช้อํานาจเวทมนตร์คือการกระทําในลักษณะใด การแค่เอ่ยปากของพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ได้เอ่ยคําสวดแบบคริสต์จะถือว่าเป็นการใช้เวทมนตร์ คาถาของผู้วิเศษหรือพ่อมดแม่มดหรือไม่

การระบุแต่เพียงกว้างๆอย่างนี้จึงได้กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตในภายหลัง เพราะถูกนําไปใช้กล่าวหาผู้ที่มีความรู้หรือครูอาจารย์ทั่วไปแบบสุ่ม เพียงแค่สอนวิชาความรู้ใหม่ๆที่นอกเหนือไปจากตําราที่เคยสอนกัน หรือหมอแผนโบราณซึ่งให้การรักษาผู้ป่วยด้วยสมุนไพรหรือศาสตร์โบราณต่างๆที่มีอยู่มากตามชนบท ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดเป็นหมอผีผู้วิเศษที่ใช้ไสยศาสตร์ของปีศาจไปด้วย นับแต่กฎหมายฉบับดังกล่าวออกมา จึงทําให้มีการกล่าวหาบุคคลเหล่านี้กันอย่างแพร่หลายโดยไม่มีการสืบว่าเป็นพวกเพกันจริงหรือไม่

ซึ่งในบางแห่งก็ยังใช้ข้ออ้างนี้ไปใช้ทําร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ความยุติธรรมอีกด้วย เพราะเพียงแค่กล่าวหาศัตรูหรือคนที่ตนไม่ชอบหน้าว่ามีพฤติกรรมนิยมเพกันเท่านั้น สังคมก็จะเกิดความสงสัย และมองผู้ที่ถูกกล่าวหาในแง่ลบ จากนั้นก็นําไปสู่กระบวนการทําลายบุคคลผู้นั้นจนจบลงด้วยชีวิตทุกราย ซึ่งโทษประหารผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้วิเศษหรือพ่อมดแม่มดนั้นดูน่าเอนจอนาถอย่างมาก หากไม่ถูกตัดศีรษะ ถูกแขวนคอ ก็ถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งในบางคราวอาจต้องรับโทษกันยกครอบครัวหรือยกหมู่บ้านเลยก็มี

ช่วงเวลานั้นจึงถือเป็นช่วงเวลาที่ โจน ออฟ อาร์ค กําลังถูกควบคุมตัวไปสู่หลักประหารด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาแห่งการนองเลือดที่สุดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ อันเป็นช่วงเวลาที่เรียก ว่า “ฤดูแห่งการล่าแม่มด (Witch Hunt Season)” ที่เกิดขึ้นทั่วไปทั้งในยุโรปและระบาดไปจนถึงทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อผู้คนต่างแห่แหนอพยพหนีจากยุโรปข้ามไปตั้งหลักแหล่งยังโลกใหม่แห่งนั้น โดยนําเอาวัฒนธรรมและความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขาติดตัวไปยังดินแดนแห่งโลกใหม่ด้วย

สงครามครูเสด (Crusade War) สงครามที่ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการกำจัดศัตรูทางการเมือง

Crusade War

จากกฎหมายกวาดล้างชาวเพกันในการประชุมที่ปารีสคราวนั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายศาสนามีเครื่องมือในการกําจัดผู้ที่ตนเชื่อว่าขวางเส้นทางการแผ่ขยายอิทธิพลทางศาสนาได้อย่างเต็มที่อีกด้วย นับแต่นั้นมาฝ่ายศาสนจักรก็เริ่มมีพลังอํานาจที่จะขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันทําสงครามเพื่อกําจัดสิ่งชั่วร้ายของชาวคริสต์ออกไป จึงได้เกิดสงครามครูเสด (Crusade War) ครั้งต่างๆขึ้น

สงครามครูเสดที่เกิดขึ้นจึงเป็นสงครามกําจัดศัตรูของศาสนาที่ไม่เพียงคนต่างศาสนาเท่านั้น ในสงครามครูเสดหลายๆครั้งกลับกลายเป็นสงครามระหว่างคนในศาสนาเดียวกันแต่ต่างที่ยืน หรืออีกหลายครั้งก็พบว่าเป็นสงครามที่มีการเมืองแอบแฝงอยู่เช่นกัน เช่นสงครามครูเสดครั้งที่ 4 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ที่เป็นความขัดแย้งระหว่างคริสตจักรโรม ซึ่งเป็นศูนย์กลางของนิกายโรมันคาทอลิก กับคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) เมืองหลวงของจักรวรรดิ ไบแซนไทน์ (Byzantine) หรือโรมันตะวันออก อันเป็นศูนย์กลางของคริสต์นิกายอิสเทิร์น ออร์โธดอกซ์ (Eastern Orthodox)

และในช่วงเวลาที่ใกล้กันก็เกิดสงครามครูเสดขึ้นมาอีกครั้งเรียกว่า อัลไบเจนเซียน ครูเสด (Albigensian Crusade) ซึ่งเป็นการกําจัดชาวเมืองอัลไบ (Albi) ทางทิศใต้ของฝรั่งเศส ชาวคริสต์อีกนิกายหนึ่งที่เรียกว่า คาธาร์ (Cathar) แต่ทางคริสตจักรโรมันคาทอลิกนั้นประกาศว่านิกายนี้เป็นลัทธิเพกันนอกรีตไม่ใช่ชาวคริสต์

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet