การล่าแม่มดที่ซาเล็ม กรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์

การล่าแม่มดที่ซาเล็ม กรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์

นับจากกรณีการไล่ล่าแม่มดของเจมส์ที่ 6 นี้เอง จึงทําให้กระแสตื่นตัวกับการกับแม่มดเกิดขึ้นทั่วไป โดยอาศัยกฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มดที่ตราขึ้นจากอังกฤษ สกอตแลนด์ ข้ามไปสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน จากนั้นจึงแพร่กระจายไปตามที่ต่างๆทั่วทั้งยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอีกด้วย เนื่องจากการไล่ล่าแม่มดในช่วงเวลานั้นถือเป็นสิ่งถูกกฎหมายโดยมีกฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มดรองรับนั่นเอง และจากการเกิดเหตุการณ์จับและเผาแม่มดกระจายกันไปทั่วเช่นนี้จึงได้มีการเรียกช่วงเวลานั้นกันว่า “ฌาปนากาล (The Burning Times)” ตามวิธีการประหารชีวิตผู้ที่ถูก กล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดที่ใช้กันมากที่สุดก็คือการเผาทั้งเป็น

การล่าแม่มดที่ซาเล็ม กรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์

การล่าแม่มดที่ซาเล็ม กรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์

สําหรับในสหรัฐอเมริกานั้น มีกรณีการล่าแม่มดซึ่งโด่งดังที่สุดอยู่กรณีหนึ่ง เกิดขึ้นใน ปี ค.ศ. 1692 ที่เมืองซาเล็ม (Salem) มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษอยู่ และรัฐแมสซาชูเซตส์นั้นก็คือถิ่นที่ปักหลักอาศัยของผู้อพยพที่นับถือนิกายพิวริตัน (Puritan) ซึ่งเป็นนิกายโปรเตสแตนต์สายหนึ่งที่หลบหนีมาจากอังกฤษตั้งแต่ในสมัยที่มีการกวาดล้างพวกโปรเตสแตนต์อย่างรุนแรงในยุคสมัยของราชินีแมรี แห่ง อังกฤษ (Mary of England) ซึ่งพระองค์เป็นคาทอลิกที่เกลียดชังพวกโปรเตสแตนต์อย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกพิวริตันที่มีวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดสุดโต่ง ซึ่งชาวคาทอลิกถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน จึงมักหาทางกําจัดนิกายนี้ออกไปจากสารบบของศาสนาคริสต์ให้ได้ตลอดมา ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ถูกนํามาใช้เป็นเครื่องมือการทําลายก็คือการกล่าวหาพวกพิวริตันว่ามีพฤติกรรมนอกรีตและนิยมเพกันนั่นเอง ด้วยเหตุที่มักถูกเพ่งเล็งเช่นนี้ พวกพิวริตันจึงมักจะแยกสังคมของตนออกไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งเมื่อมาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่อเมริกา พวกเขาก็ยังแยกไปตั้งคอมมูนของตนเองโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร

พวกพิวริตันจะมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ส่วนผู้หญิงมีบทบาทแต่เพียงในบ้านและต้องเชื่อฟังสามีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทําอะไรได้อิสระนัก แม้แต่การเข้าโบสถ์ก็ยังมีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าโบสถ์และท่องบทสวดมนต์ได้ในขณะที่ผู้หญิงจะต้องแอบสวดมนต์ในที่ลับไม่ให้ใครเห็น ด้วยเหตุนี้พวกผู้หญิงจึงมักไปรวมตัวกันอย่างลับๆในสถานที่หนึ่งเพื่อจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง

อีกทั้งการที่คนเหล่านี้ไม่ค่อยสนใจในเรื่องของสันทนาการนัก จึงไม่ค่อยได้ยินเสียงหัวเราะเท่าไหร่ ในแต่ละวันมีแต่การทํางานและการสวดมนต์เพื่อให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข และการขอบคุณพระเจ้าเท่านั้น รูปแบบสังคมเช่นนี้จึงทําให้พวกพิวริตันมักถูกมองกันว่าเป็นพวกนอกรีตนอกรอยอยู่เป็นประจํา ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นที่ซาเล็มนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากอคติและความไม่เข้าใจในสังคมแบบของพวกเขาจากบุคคลภายนอกนั่นเอง จึงนําไปสู่เรื่องราวที่ลุกลามใหญ่โตและมีการกล่าวหาชาวบ้านในเมืองนี้กลุ่มหนึ่งว่ามีพฤติกรรมเป็นแม่มด จนทําให้ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มนั้นต้องเดินขึ้นสู่ตะแลงแกงทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ความยุติธรรม ถือเป็นประวัติศาสตร์ด้านมืดอีกครั้งหนึ่งของยุคล่าแม่มดนี้

กรณีแม่มดที่ซาเล็มอาจกล่าวได้ว่าเป็นกรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคล่าแม่มดเลยทีเดียว เนื่องจากมีผู้เสียหายจากกรณีนี้ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตไปหลายคน แต่ในที่สุดกลับสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1692 เริ่มต้นจากเด็กสาว 2 คน คือ อบิเกล วิลเลียมส์ (Abigail Williams) วัย 11 ปี กับ เบตตี แพร์ริส (Betty Parris) วัย 9 ปี ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และมักชอบหาเกมแปลกๆเล่นด้วยกันเป็นประจํา และการเล่นของทั้งสองก็มักถูกเตือนจากใครๆว่าไม่เหมาะสมเป็นประจําเช่นกัน เพราะสังคมของซาเล็มในช่วงเวลานั้นเป็นสังคมซึ่งเคร่งครัดจารีตประเพณี และยังตกอยู่ในความหวาดระแวงกับข้อกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดอีกด้วย จึงเกรงว่าเด็กทั้งสองอาจถูกเข้าใจผิดและได้รับอันตรายได้

แต่เด็กทั้งสองก็ไม่ยอมเชื่อ ยังคงเล่นซนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเด็กได้เริ่มแสดงพฤติกรรมแปลกๆ บางครั้งก็กรีดร้อง บางครั้งก็ขว้างปาข้าวของอย่างบ้าคลั่งแบบไม่มีเหตุผล หรือบ้างก็ดัดร่างกายให้บิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างแล้วลงไปดิ้นกับพื้น พอผู้ใหญ่เห็นเด็กๆมีอาการประหลาดเช่นนี้จึงเชื่อว่าถูกผีเข้า และเอาแต่สวดมนต์เพื่อขับไล่ผี แต่พอเด็กได้ยินเสียงสวดมนต์ก็เอาแต่อุดหูคล้ายกับหวาดกลัวเสียงสวดนั้นมาก จึงมีคนไปตามหมอมารักษา แต่หมอก็หาสาเหตุไม่พบว่าเด็กเป็นอะไรกันแน่ เพราะตรวจวิเคราะห์อย่างไรก็ไม่พบอาการผิดปกติตามร่างกายแต่อย่างใด ทุกคนจึงลงความเห็นว่าเด็กสาวทั้งสองอาจถูกผีเข้า

แต่ต่อมาก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้น เมื่ออาการที่เด็กสาวทั้งสองเป็นนั้นเกิดลุกลามไปถึงเด็กสาวในครอบครัวอื่นๆติดต่อกันไปคล้ายกับโรคระบาด และเมื่อไม่มีใครสามารถทําอะไรได้ ก็มีทาสของครอบครัวแพร์ริสคนหนึ่งที่รู้เรื่องคุณไสยดี ได้เสนอให้ตรวจสอบดูว่าทั้งสองถูกคาถาอาคมหรือไม่ ด้วยการนําปัสสาวะของเด็กมาผสมในอาหารแล้วนําไปให้สุนัขกิน หากสุนัขเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นก็แสดงว่าเด็กทั้งสองถูกคาถาอาคมจริง ซึ่งก็ปรากฏว่าสุนัขได้เกิดอาการหงอยเหงาเซื่องซึมภายหลังจากกินอาหารนั้นลงไปแล้ว เมื่อผลการทดสอบออกมาดังนี้จึงทําให้ทุกคนต่างปักใจเชื่อว่าเด็กทั้งสองถูกคาถาอาคมอย่างแน่นอน แต่ต่างก็งุนงงว่าไปถูกอาคมของใครเข้า

คนในชุมชนต่างเริ่มออกตามหาที่มาของอาคมซึ่งทําใส่เด็กโดยไม่ทราบเลยว่าสิ่งที่พวกตนทํากําลังจะนําความยุ่งยากมาสู่หมู่บ้าน เมื่อหาใครไม่ได้จึงเริ่มหันมาสงสัยทาสสาว ติตูบา (Tituba) ซึ่งเป็นผู้ที่แนะนําให้ทําการพิสูจน์คุณไสยเป็นคนแรกนั่นเอง ความหวังดีของนางกลับนําเอาภัยมาให้ตัวนางเองแล้ว เมื่อเรื่องนี้ทราบไปถึงในเมืองจึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมาทันที มีการออกตามล่าแม่มดกันยกใหญ่ จากนั้นจึงมีบุคคลต่างๆถูกสงสัยและถูกจับกุม ซึ่งนอกจากติตูบาแล้วก็ยังมีผู้หญิงอีก 2 คนคือ ซารา กูด (Sarah Good) และ ซารา ออสบอร์น (Sarah Osborne) ทั้งสองถูกกลุ่มเพื่อนของเด็กสาวทั้งสองกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่น่าจะเป็นแม่มด

ซารา กูด นั้นเป็นหญิงจรจัด หลังจากที่ครอบครัวล้มละลายนางจึงไร้ที่อยู่ที่กิน ต้องเที่ยวเดินเคาะประตูตามบ้านเพื่อขอทานอาหาร จนนางเริ่มทดท้อต่อชีวิต เวลาเดินไปตามท้องถนนนางก็เอาแต่ท่องบทบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้ามอบให้แก่ โมเสส (Moses) ตามที่กล่าวในไบเบิล พฤติกรรมของนางทําให้ชาวบ้านชาวเมืองต่างลงความเห็นว่านางเป็นคนวิกลจริต เด็กๆก็ชอบล้อเลียนนาง เมื่อเด็กๆชี้ว่านางเป็นแม่มดใครๆก็จึงเชื่อ

สําหรับ ซารา ออสบอร์น นั้นก็มีพฤติกรรมน่าสงสัยในสายตาชาวบ้านอยู่แล้วเช่นกัน นางชอบมีอาการป่วย จึงเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ยอมไปไหน นอกจากนี้นางยังชอบมีเรื่องมีราวกับเพื่อนบ้านหลายคนอีกด้วย การจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดที่ซาเล็มนี้กระทําการจับกุมและไต่สวนกันเองโดยคณะกรรมการเมือง ไม่มีการรายงานไปยังที่ส่วนกลางแต่อย่างใด เหตุการณ์ดําเนินไปเป็นเวลานานนับปีและมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผู้ถูกพาดพิงถึงมากกว่า 200 คน ในจํานวนนี้มี 20 คนที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ส่วนอีก 3 คนเสียชีวิตระหว่างที่ถูกจองจํา

ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนถูกทรมานอย่างหนักด้วยวิธีการต่างๆจนกว่าจะยอมรับสารภาพ แต่ก็มีบางคนเช่นกันที่ไม่ยอมรับสารภาพแม้จะถูกทรมานอย่างหนักเพียงใดก็ตาม เรื่องการทรมานผู้ต้องหาจนกว่าจะรับสารภาพในกรณีนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ คําสารภาพที่ ได้มาจะเป็นความจริงขนาดไหน กระทั่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1693 อินคริส มาเธอร์ (Increase Mather) นักการศาสนานิกายพิวริตันผู้มีชื่อเสียงได้เขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ในตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ได้มีการวิจารณ์ถึงกรณีที่เกิดขึ้นในซาเล็ม ซึ่งในเวลานั้นมีข่าวลือว่าผู้ถูกกล่าวหาจํานวน 10 คนสามารถหลบหนีไปได้

อินคริส มาเธอร์ จึงอาศัยข่าวลือนี้แสดงความคิดเห็นเชิงตั้งข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรมว่าคน 10 คนที่หนีไปได้อาจเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นได้ ความเห็นของมาเธอร์ นี้ถือเป็นการปลุกสังคมให้เกิดความสงสัยว่าผู้ถูกประหารที่ซาเล็มจํานวน 20 คนก่อนหน้านั้นอาจเป็นการลงโทษผู้บริสุทธิ์ก็เป็นได้ จากจุดนี้เองที่เริ่มทําให้ส่วนกลางหันมาให้ความสนใจ แล้วส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเป็นคนดูแลคดี เพื่อทําการสืบสวนกรณีนี้ขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการ

จากการสอบสวนใหม่ของเจ้าหน้าที่รัฐก็ได้พบว่าเด็กสาว 2 คน คือ อบิเกล และ เบตตี นั้นมีความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวของพิธีกรรมเร้นลับซึ่งรับฟังมาจากทาสที่เป็นชาวพื้นเมืองชื่อติตูบา ซึ่งเป็นชาวเกาะบาร์เบโดสในทะเลคาริบเบียน ติตูบาชอบเล่าเรื่องซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆของชนเผ่า บนเกาะบาร์เบโดสบ้านเกิดของนางให้แก่เด็กทั้งสองฟัง จนเด็กทั้งสองรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับสิ่งที่ได้ยินอย่างมากจึงไปชักชวนเพื่อนๆมานั่งฟังบ้าง จากนั้นมาเด็กกลุ่มนี้ก็เริ่มจับกลุ่มกันแอบกระทําพิธีกรรมบูชาสิ่งเร้นลับนอกรีตนอกรอยศาสนาตามอย่างที่ได้ยินได้ฟังมา

แต่การประกอบพิธีกรรมนอกรีตเหล่านั้นเป็นข้อห้ามที่เคร่งครัดมากในสังคมชาวพิวริตัน แต่ในสายตาเด็กๆคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เกมที่เล่นสนุกไปวันๆเท่านั้น จนนานวันเด็กๆเริ่มกลัวว่าเกมที่พวกตนเล่นกันสนุกๆนี้จะถูกผู้ใหญ่จับได้ จึงเริ่มคิดแผนการว่าหากถูกจับได้ก็จะโทษไปที่เป้าหมายซึ่งกําหนดเอาไว้ 3 คน คนแรกเป็นขอทาน อีกคนเป็นหญิงชรานอนป่วยอยู่บนเตียง ส่วนคนที่ 3 ก็คือ ติตูบา ทาสสาวที่เป็นผู้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังนั่นเอง เด็กๆคาดไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่พวกเธอเล่นสนุกจะลุกลามบานปลายออกไปจนทําให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยเลยถึง 20 คนต้องเสียชีวิต และอีก 200 คนต้องพบกับชะตากรรมต่างๆนานา และทําให้เมืองซาเล็มทั้งเมืองต่างตกอยู่ในความหวาดระแวงกันไปทั่วว่าจะมีแม่มดแฝงอยู่ใกล้บ้านตน

เรื่องทั้งหมดนี้ต่อมาได้รับการยืนยันจากเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มเล่นซนของ อบิเกล และ เบตดี ด้วย ชื่อ แอนน์ พัตนัม (Ann Putnam) ได้ออกมาขอโทษผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดหลังจากเหตุการณ์ นี้ผ่านไปสิบกว่าปี โดยยอมรับว่ากรณีดังกล่าวนี้มาจากการเล่นซนของพวกเธอเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วคําขอโทษก็ไม่อาจเรียกคืนชีวิตคนเหล่านั้นกลับมาได้

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet