โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc)

ภายหลังจากกรณีของซาเล็มถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว จึงได้มีความคิดจะชําระกฎหมายกล่าวโทษผู้มีพฤติกรรมอันเป็นพ่อมดแม่มดเสียใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งแต่เดิมนั้นมักจะให้ทางชุมชนหรือนักการศาสนาเข้ามาจัดการกับปัญหาพ่อมดแม่มดกันเอง จึงทําให้เกิดระบบอํานาจเถื่อนศาลเตี้ยขึ้นตามที่ ต่างๆอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ กรณีซึ่งเกิดขึ้นในซาเล็มจึงถือเป็นการจุดประกายให้เกิดการวางกฎเกณฑ์ในการจัดการปัญหานี้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ห้ามไม่ให้มีการตั้งศาลเตี้ยกันขึ้นมาชําระความกันเองอีกต่อไป โดยกําหนดบทลงโทษให้แก่ผู้ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับอาชญากรเอาไว้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายที่มอบสิทธิ์ให้แก่ผู้ซึ่งถูกตัดสินว่ามีพฤติกรรมเป็นแม่มดให้สามารถอุทธรณ์ได้ด้วยเช่นกัน และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือครอบครัวของผู้ซึ่งตกเป็นเหยื่อสามารถจะร้องเรียนขอความเป็นธรรมย้อนหลังได้ เพื่อเรียกร้องขอค่าชดเชยในกรณีที่ สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนตกเป็นเหยื่อของข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยปราศจากความผิดแต่อย่างใด กรณีแม่มดที่ซาเล็มจึงเป็นกรณีตัวอย่างที่มักถูกนํามาศึกษาด้านกระบวนการยุติธรรม และเป็นก้าวแรกของการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดหรืออาชญากรรมทั่วไปก็ตามให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น และยังถือเป็นกรณีสุดท้ายที่เป็นการปิดฉากยุคสมัยแห่งการไล่ล่าพ่อมดแม่มดอย่างไร้ขื่อแป ซึ่งดําเนินมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษลง เนื่องจากเมื่อกรณีที่ซาเล็มถูกเปิดเผยขึ้น ประเทศต่างๆก็นํากรณีนี้ไปใช้เป็นกรณีศึกษาและสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นสําหรับการแก้ปัญหาในความเชื่อเรื่องพ่อมดแม่มดหรือความเชื่อเพกันต่อๆกันไปด้วยเช่นกัน

แต่ถึงอย่างไรกฎหมายห้ามการกระทําอันเป็นแม่มดก็ยังคงมีอยู่สืบต่อมาจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1951 นั่นเอง จึงมีการยกเลิกกฎหมายนี้ลงอย่างถาวรโดยเริ่มที่ประเทศอังกฤษเป็นแห่งแรก จากนั้นสหรัฐอเมริกาจึงมีการยกเลิกกฎหมายนี้ติดตามมาในปี ค.ศ. 1954 และตามด้วยประเทศอื่นๆจนครบทุกประเทศ นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดทั้งหมดให้เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน เพื่อให้คนเหล่านั้นสามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับผู้อื่นได้เป็นปกติต่อไป ถือเป็นการปิดฉากการล่าแม่มดลงอย่างถาวรในศตวรรษที่ 20 นี้เอง

ในทุกวันนี้จึงได้เกิดลัทธิความความเชื่อเรื่องพ่อมดแม่มดอย่างเป็นอิสระขึ้นมาใหม่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะอาศัยความเชื่อและพิธีกรรมแบบพื้นเพดั้งเดิมมาใช้เป็นต้นแบบ แต่มีการขยายความเชื่อมากไปกว่าที่เคยเป็นขึ้นมาอีกมากมายโดยเฉพาะเรื่องของเวทมนตร์คาถา จนทําให้ลัทธิพ่อมดแม่มดที่เกิดขึ้นใหม่หลายๆลัทธิในปัจจุบันกลายเป็นลัทธิซึ่งเน้นเรื่องอํานาจเร้นลับอันอัศจรรย์พันลึกกันไปจนหมดสิ้น

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc)

สําหรับการนําข้อหาการกระทําอันเป็นแม่มดซึ่งนํามาใช้กับบุคคลบริสุทธิ์ที่อื้อฉาวที่สุดและถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ยุคสมัยกลางก็คือ กรณีการประหาร โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) โจน ออฟ อาร์ค เป็นวีรสตรีของชาวฝรั่งเศสในยุคสมัยกลาง ช่วงที่เกิดสงคราม 100 ปี (100 Years War) อันเป็นสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง ปี ค.ศ. 1337 ถึง ค.ศ. 1453

ในขณะที่ฝรั่งเศสกําลังเข้าตาจนและกําลังถูกอังกฤษไล่ต้อนจนเสียเมืองไปหลายเมืองอยู่นั้น ได้มีหญิงสาวผู้หนึ่งเดินทางมาจากหมู่บ้านชนบททางตอนเหนือของฝรั่งเศส ประกาศว่านางได้ยินเสียง พระบัญชาของพระเจ้าสั่งให้นางมานําเหล่าทหารออกรบเพื่อนําชัยชนะมาให้แก่ฝ่ายฝรั่งเศส และนางก็สามารถทําได้เช่นนั้นจริง เมื่อนางนําหน้าเหล่าทหารไปที่ใดก็มีชัยชนะเหนือฝ่ายอังกฤษจนสามารถยึดเมืองคืนได้สมรภูมิแล้วสมรภูมิเล่า สร้างขวัญและกําลังใจให้แก่ทหารฝรั่งเศสให้กลับมาฮึกเหิมและเดินตามนางไปในทุกสมรภูมิ

เรื่องของหญิงสาวผู้สร้างปาฏิหาริย์ที่นํากองทัพฝรั่งเศสออกรบจนนําชัยชนะมาให้แก่ฝรั่งเศสครั้งแล้วครั้งเล่า ทาให้ประชาชนที่ทราบข่าวต่างสรรเสริญนางกันถ้วนทั่ว แต่ยิ่งนางเป็นที่ศรัทธาของผู้คนมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเป็นที่ระแวงต่อฝ่ายการเมืองของทั้งสองฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น ฝ่ายฝรั่งเศสเองก็เกรงว่าความศรัทธาซึ่งประชาชนและเหล่าทหารมีต่อนางอาจทําให้ฐานอํานาจของตนสั่นคลอน ในขณะเดียวกันฝ่ายอังกฤษก็ต้องการกําจัดนางเพราะนางเป็นต้นเหตุให้อังกฤษต้องปราชัย ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ายศาสนาก็ยังระแวงในความศรัทธาที่ผู้คนมอบให้นางด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะคํากล่าวอ้างที่ว่านางได้ยินเสียงพระเจ้าบัญชาให้ออกรบ อาจจะทําให้ชาวบ้านชาวเมืองเกิดความสับสนคิดว่านางคือ พระเมสสิยาห์ (Messiah) (พระผู้ช่วยให้รอด อันหมายถึงพระเยซู) กลับมาเป็นหนที่สองตามคัมภีร์ไบเบิลหรืออย่างไร

ด้วยเหตุนี้จึงมีการวางแผนกันระหว่างทั้งสามฝ่ายขึ้น โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้วางกับดักส่งตัว โจน ออฟ อาร์ค ไปให้แก่อังกฤษจับกุม โดยให้ฝ่ายอังกฤษกล่าวหานางว่าเป็นแม่มด จากการอ้างตัวว่าได้ยิน เสียงของพระเจ้า ซึ่งที่จริงก็คือเสียงปีศาจที่จะมาทําลายศาสนา แล้วนําขึ้นศาลศาสนาเพื่อให้ฝ่ายศาสนาลงโทษ จนในที่สุดก็มีการลงทัณฑ์นางด้วยวิธีเผาทั้งเป็น กรณีของ โจน ออฟ อาร์ค ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากว่าเป็นเรื่องน่าอายที่ทุกฝ่ายกระทําการกับนางอย่างไม่เหมาะสม และไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่มีศรัทธาอย่างแท้จริงแต่กลับถูกป้ายสีให้เป็นแม่มด ซึ่งในภายหลังฝ่ายคริสตจักรก็ยอมรับฟังเสียงวิจารณ์ของกระแสสังคม จึงนำกรณีของนางกลับมาทําการไต่สวนใหม่และถอนนางออกจากความผิดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด นับแต่นั้นชื่อของ โจน ออฟ อาร์ค กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและการต่อสู้ ทั้งในสนามรบและในด้านอื่นๆสืบต่อมา จนกระทั่งในที่สุดนางก็ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักบุญ (Saint) จากการประกาศของคริสตจักรโรมันคาทอลิกในปี ค.ศ. 1909

การล่าแม่มด (Witch Hunt)

Witch Hunt

ในปี ค.ศ. 1484 การเข่นฆ่าชาวเพกันครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคริสตจักรโรมต้องการกวาดล้างชาวเพกันให้หมดสิ้นไปจากอิตาลีอย่างสิ้นเชิง จึงให้คนออกสืบหาจนพบว่ายังมีเมืองเมืองหนึ่งชื่อ โคโม (Como) ในแคว้นลอมบาดีทางตอนเหนือของอิตาลียังคงมีการบูชาเพกันอยู่ จึงได้มี การกล่าวหาชาวบ้านจํานวน 40 คนว่ามีพฤติกรรมบูชาสิ่งชั่วร้าย ชาวบ้านเหล่านั้นจึงถูกจับและถูกประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็นโดยไม่ต้องมีการไต่สวน

การจัดการชาวบ้านที่โคโมครั้งนั้นได้ปลุกให้เกิดกระแสการไล่ล่าชุมชนเพกันแห่งอื่นๆลุกลามไปทั่วทั้งอิตาลี มีการจับผู้ที่ถูกหาว่าเป็นพ่อมด แม่มดเผาทั้งเป็นไปมากมายคล้ายโรคระบาด จนคร่าชีวิตคนไปเป็นจํานวนมหาศาลอีกครั้ง สร้างความแตกตื่นหวาดกลัวให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปทั้งที่เป็นชาวเพกันหรือไม่ได้เป็นก็ตาม ต่างก็ตกอยู่ในความอกสั่นขวัญแขวนกันไปตามๆกัน เนื่องจากไม่ทราบว่าวันใดจะมีคนไม่ชอบหน้ากันแล้วป้ายสีว่าครอบครัวนั้นครอบครัวนี้เป็นพ่อมดแม่มดจนถูกจับเผาทั้งเป็นยกครอบครัว หรืออาจถูกเผากันทั้งหมู่บ้านเลยก็เป็นได้ ผู้คนจึงต้องอยู่กันอย่างหวาดกลัว ไร้ความปลอดภัยในชีวิต

การปราบปรามชาวบ้านชาวเมืองด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีตหรือชาวเพกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งทั้งในด้านการเมืองและศาสนาอย่างไม่หยุดหย่อนตลอดมา ความขัดแย้งที่ทําให้เกิดความสับสนวุ่นวายไปทั่วเกิดขึ้นจากเหตุการณ์สองเหตุการณ์ คือ ความขัดแย้งของฝ่ายศาสนานิกายโรมันคาทอลิกจนก่อให้เกิดกระแสการปฏิรูปศาสนา กระทั่งนําไปสู่การแบ่งแยกนิกาย และเกิดเป็นนิกายใหม่ขึ้นคือนิกาย โปรเตสแตนต์ (Protestant) และอีกเหตุการณ์หนึ่งเป็นความขัดแย้งของฝ่ายการเมือง คือ สงคราม ๓๐ ปี (30 Years War) ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1618 จนถึง ค.ศ. 1648 ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากการเกิดนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้นนั่นเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่มีพระกลุ่มหนึ่งในเยอรมนีออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความหย่อนยานและการใฝ่ใจกับการเมืองมากกว่าการศาสนาของฝ่ายศาสนจักรโรมันคาทอลิก จนปล่อยให้เกิดการประพฤติตนนอกรีตนอกรอยและรับสินบนกันอย่างเอิกเกริกของพระสงฆ์ในศาสนา จึงขอแยกตัวออกมาตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทั่งทําให้มีการแยกนิกายกันครั้งนั้นได้ทําให้ประเทศต่างๆ แคว้นต่างๆ ซึ่งสนับสนุนศาสนาแต่ละนิกาย ต้องออกมาทําสงครามกันจนลุกลามไปทั่วทั้งยุโรป โดยทั้งฝ่ายศาสนาและฝ่ายการเมืองต่างก็นําขุมกําลังของตนเข้าโรมรันกัน

และก็เป็นอีกครั้งที่ชาวบ้านชาวเมืองซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใดๆเลย ต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์กรรมไปอีกจนได้ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็นําเอาข้อหาการกระทําอันเป็นพ่อมดแม่มดหรือนิยมเพกันออกมาป้ายสีเพื่อหวังจะทําลายกันอย่างเอิกเกริกอีก แต่ผู้ตกอยู่ในฐานะลําบากกว่าใครกลับเป็นประชาชนอีกจนได้ ซึ่งการป้ายสีกันของแต่ละฝ่ายในครั้งนี้ทําให้ประชาชนทั่วทั้งยุโรปจนถึงทวีปอเมริกาเหนือทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ต้องอยู่กันอย่างอกสั่นขวัญแขวนกันอีกครั้ง

ถึงแม้สงคราม 30 ปีจะยุติลง แต่การใส่ร้ายป้ายสีโดยใช้ข้อกล่าวหาดังกล่าวนี้ก็ยังคงดําเนินต่อไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น ทําให้ชีวิตของประชาชนจํานวนมหาศาลต้องตกเป็นเหยื่อของข้อกล่าวหาว่าเป็นเพกันหรือมีพฤติกรรมเป็นพ่อมดแม่มดอย่างต่อเนื่องไปเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยมีการเรียกเหตุการณ์การตามทําลายล้างกันด้วยข้อกล่าวหาอริหรือศัตรูว่าเป็นพวกนอกรีตในช่วงเวลานั้นว่ายุค “การล่าแม่มด (Witch Hunt)”

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet