กฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มด (Witchcraft Act) จุดเริ่มต้นของการล่าแม่มดครั้งยิ่งใหญ่

การล่าแม่มด

การล่าแม่มดนี้กระทํากันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมากขึ้นเรื่อยๆจนทําให้เกิดมิคสัญญีขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ยิ่งถ้าหากเป็นชนบทที่ห่างไกลความเจริญ หรือไกลหูไกลตาสังคมทั่วไปด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกข้อหาดังกล่าวเล่นงานได้ กระทั่งผู้คนไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะกลัวว่าตนจะถูกใครใส่ร้ายว่า เป็นพ่อมดแม่มด อีกทั้งทางบ้านเมืองก็ไม่ค่อยอยากที่จะเข้าไปยุ่งกับปัญหาเหล่านั้นโดยเฉพาะเมืองซึ่งอยู่ไกลหูไกลตา จึงปล่อยให้ผู้บริหารชุมชนนั้นๆจัดการกันเอง หรือแม้แต่ฝ่ายศาสนาเองทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ต่างก็นิ่งดูดาย ก็เพราะความระแวงกันเองระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายป้ายสีว่าเป็นพวกนิยมเพกันเสียเองก็ได้หากพลาดพลั้ง

สิ่งเหล่านี้จึงทําให้เกิดยุคสมัยของการตามล่าตามล้างพ่อมดแม่มดกันอย่างอิสระคล้ายกับกีฬาของนายพรานอย่างไรอย่างนั้น มีการตั้งกลุ่มตั้งทีมออกติดตามสืบเสาะหากลุ่มคนหรือใครก็ตามที่เพียงแต่ถูกสงสัยว่ามีพฤติกรรมเคารพบูชาหรือประกอบพิธีกรรมนอกรีตเท่านั้นก็จะถูกจับตัวมาไต่สวนและนําขึ้นศาล ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นศาลเตี้ยที่พิพากษากันโดยคนในชุมชนนั้นๆกันเอง มีน้อยครั้งมากที่จะมีผู้พิพากษาจากส่วนกลางเดินทางผ่านมาหรือยอมเดินทางมาทําหน้าที่ด้วยตัวเอง แต่ถึงแม้มีการเชิญผู้พิพากษาจากส่วนกลางมาก็ตาม

บ่อยครั้งที่ผู้พิพากษายังเดินทางมาไม่ถึง เหยื่อที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาหากไม่ถูกรุมประชาทัณฑ์จนตายไปเสียก่อน ก็ต้องถูกทรมานด้วยวิธีการสุดโหดต่างๆจนขาดใจตายไปเอง หรือไม่ก็จําต้องรับสารภาพเพราะทนการทรมานไม่ได้ จึงถูกนําตัวไปประหารเสียก่อนแล้ว การไล่ล่าพ่อมดแม่มดกันอย่างเอิกเกริกครั้งนั้นทําให้ชาวบ้านซึ่งมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่มักไม่รู้เรื่องรู้ราวไม่รู้ความเคลื่อนไหวของสังคมภายนอกมากนักหรือพวกที่รักสันโดษต้องปลีกตัวแยกไปจากสังคม ซึ่งบางแห่งมีวิถีเช่นนี้ทั้งหมู่บ้าน ต้องถูกสงสัยและถูกตั้งข้อหาว่าเป็นพวกเพกันก่อนใคร จนกลุ่มคนดังกล่าวต้องอพยพหลบหนีย้ายถิ่นฐาน ไปหลบซ่อนหรือสร้างชุมชนแห่งใหม่ของพวกตนขึ้นกลางป่ากลางเขา เพื่อจะหลีกให้ไกลจากสายตาของพวกไม่ประสงค์ดี เป็นเช่นนี้กันหลายหมู่บ้าน

การกวาดล้างชาวเพกันครั้งใหญ่ในยุคล่าแม่มดนี้เองที่ทําให้คนทั่วโลกเกิดความเข้าใจผิดว่าพวกที่นับถือศาสนาเพกันต่างๆเป็นพวกเชื่อในไสยศาสตร์มนต์ดํา เป็นพวกบูชาปีศาจซาตาน จนทําให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของศาสนาเหล่านี้หลงเชื่อตามการใส่ร้ายป้ายสี ทั้งๆที่ชาวเพกันก็มีความเชื่ออันบริสุทธิ์ใจต่อศาสนาที่พวกเขานับถือ เฉกเช่นการนับถือศาสนาของคนศาสนาอื่นๆ ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยแก่ใครหรือไปเสกเป่าเวทมนตร์ไปทําร้ายใคร การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่กลับกลายเป็นการพุ่งเป้าไปที่คนธรรมดาๆซึ่งคนภายนอกเห็นว่าแตกต่างเท่านั้น ส่วนพวกที่มีพฤติกรรมฝึกปรือเวทมนตร์คาถาเล่นไสยศาสตร์จริงก็กลับรอดพ้นจากการล่าในครั้งนั้นไป

กฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มด (Witchcraft Act) จุดเริ่มต้นของการล่าแม่มดครั้งยิ่งใหญ่

Witchcraft Act

สาเหตุที่ทําให้การล่าพ่อมดแม่มดกระทํากันได้อย่างอิสระจนกระทั่งลุกลามไปทั่วทั้งยุโรปและอเมริกาตลอด 3 ศตวรรษ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 18 จนดูคล้ายเป็นกิจกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่งนั้น สืบเนื่องมาจากการออก “กฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มด (Witchcraft Act)” ซึ่งเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษเป็นแห่งแรกในปี ค.ศ. 1542 นั่นเอง นับจากนั้นมาในที่อื่นๆก็กระทําตาม ส่วนผู้ที่จุดไฟไล่ล่าแม่มดจนเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตไปทั่วนั้น กล่าวกันว่าเริ่มจากกษัตริย์ เจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ (James VI of Scotland)

โดยมีเรื่องเล่ากันว่าระหว่างที่พระองค์เดินทางกลับจากเดนมาร์กในปี ค.ศ. 1589 ภายหลังเดินทางไปที่นั่นเพื่ออภิเษกกับเจ้าหญิงแอนน์แห่งเดนมาร์ก (Anne of Denmark) นั้น เรือของพระองค์ต้องเผชิญกับพายุใหญ่จนไม่สามารถกลับสกอตแลนด์ได้ ต้องหันหน้ากลับไปขึ้นฝั่งที่นอร์เวย์ ซึ่งก่อนนั้นระหว่างที่พระองค์ยังพํานักอยู่ที่เดนมาร์ก พระองค์เคยฟังเรื่องราวของแม่มดซึ่งกําลังเป็นที่โจษจันกันอย่างมากที่นั่นจากใครคนหนึ่งมาก่อนแล้ว พอเรือของพระองค์ต้องถูกพายุที่บ้าคลั่งซัดอยู่นั้น จึงมีขุนนางคนหนึ่งเข้าไปทูลว่าที่เกิดพายุรุนแรงขนาดนั้นน่าจะเป็นคําสาปของศัตรูที่ริษยาเจ้าหญิงแอนน์แห่งเดนมาร์ก พอได้ฟังความดังนั้นกษัตริย์เจมส์ที่ 6 ก็เชื่อในทันที

เมื่อกลับถึงสกอตแลนด์ได้ พระองค์จึงนํารายชื่อของขุนนางที่สงสัยว่าจะเป็นเจ้าของคําสาปซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่คัดค้านพระองค์เรื่องการอภิเษกกับเจ้าหญิงแอนน์ทั้งสิ้น ทรงมีรับสั่งให้ทหารไปจับกุมตัว และกวาดล้างตระกูลขุนนางชั้นสูงที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของคําสาปไปหลายตระกูล จากนั้นจึงมีการขยายผลไปยังคนอื่นๆอีก โดยเริ่มจากการจับกุมตัวหญิงผู้หนึ่งที่เชื่อว่าเป็นแม่มดชื่อ แอนนา โคลดิงส์ (Anna Koldings) โดยนํานางไปทรมานด้วยวิธีการต่างๆนานาเพื่อให้นางสารภาพและเปิดเผยชื่อของผู้ที่ว่าจ้างนางให้กระทําการสาปแช่งว่ามีใครบ้าง ไม่มีใครทราบว่า แอนนา โคลดิงส์ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องคําสาปหรือเป็นแม่มดจริงหรือไม่ แต่จากการทรมานนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ทำให้นางสารภาพและบอกรายชื่อของหญิงอีก 5 คนซึ่งล้วนแต่เป็นภริยาของขุนนางระดับสูงทั้งสิ้น

ในที่สุดก็มีการประหารผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดรวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับหญิงทั้ง 5 คนด้วยการเผาทั้งเป็น แม้ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านั้นจะถูกประหารชีวิตลงไปแล้ว แต่เหตุการณ์ก็ยังคงไม่สิ้นสุดลงแต่อย่างใด กษัตริย์เจมส์ที่ 6 ยังคงมีความระแวงบุคคลอื่นๆว่าจะมีใครคิดร้ายต่อพระองค์และลอบใช้เวทมนตร์กับพระองค์อีกหรือไม่ หรืออาจมีผู้ที่ต้องการโค่นล้มบัลลังก์ของพระองค์ก็เป็นได้ จึงนําไป สู่การควานหาตัวผู้มีพฤติกรรมเป็นแม่มดทั่วทั้งสกอตแลนด์ แล้วก็ได้ตัวผู้มีพฤติกรรมน่าสงสัยเป็นแม่บ้านผู้หนึ่งชื่อ กิลลิส ดันแคน (Gilis Duncan) ผู้ซึ่งมีวิชาความรู้ในด้านการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการสัมผัส จากนั้นก็ยังมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆทั้งหญิงและชาย

บุคคลเหล่านี้ได้ถูกนําไปเค้นเพื่อให้รับสารภาพด้วยวิธีการทรมานแม่มดตามตํารา จนต่างก็ต้องยอมรับว่าตนเป็นพ่อมดแม่มดจริงในที่สุด และก็จบลงด้วยการถูกเผาทั้งเป็นทุกคน ในจํานวนของผู้ที่ถูกสงสัยว่าคิดปองร้ายกษัตริย์เจมส์ที่ 6 นั้น มีชื่อของขุนนางระดับสูงผู้หนึ่งรวมอยู่ด้วยคือ ฟรานซิส สจวร์ต เอิร์ล แห่ง บอธเวลล์ (Francis Stewart Eart of Bothwell) ซึ่งเป็นญาติสนิทของ พระองค์เอง ทําให้ ฟรานซิส สจวร์ต ต้องหลบหนีโทษประหารและซมซานไปเสียชีวิตที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลีในที่สุด

แต่จากการที่มีรายชื่อของ ฟรานซิส สจวร์ต อยู่ด้วยนี้เอง จึงทําให้ใครๆเริ่มหันมาคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การกำจัดแม่มดตามที่กล่าวอ้าง แต่อาศัยเรื่องแม่มดมากําจัดศัตรูทางการเมืองมากกว่า เพราะ ฟรานซิส สจวร์ต เป็นหลานของ เจมส์ เฮปเบิร์น (James Hepburn) คนรักอีกคนหนึ่งของพระนาง แมรี ราชินีแห่งสกอตส์ (Mary Queen of Scots) พระมารดาของเจมส์ที่ 6 นั่นเอง และ ฟรานซิส สจวร์ต ยังถูกหาว่ามีส่วนพัวพันในการลอบปลงพระชนม์ เฮนรี สจวร์ต (Henry แuart) พระสวามีพระนางแมรี ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์เองอีกด้วย

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet