ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

Knights Templar

กล่าวถึงเรื่องราวของอัศวินเร้นลับและชวนฉงนจนถูกกล่าวขานกันมากที่สุดก็คือกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) คําว่า “เทมปลาร์ (Templar)” นี้มีความหมายเดียวกันกับคําว่า “เทมเปิล (Temple)” แปลว่า “วิหาร” มาจากชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเองว่า “อัศวินผู้ยากไร้แห่งพระคริสต์และวิหารแห่งโซโลมอน (The Poor Knights of Christ and the Temple of Solomon)” ชื่อนี้มาจากชื่อของสถานที่ซึ่งอัศวินกลุ่มนี้ใช้เป็นที่ปักหลักอาศัยภายหลังจากเข้าร่วมกับกองทัพชาวคริสต์บุกเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มมาจากชาวมุสลิมได้สําเร็จในสงครามครูเสด (Crusade Wars) ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1099 ซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณภูเขาวิหาร หรือ เทมเปิล เมาต์ (Temple Mount) ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ Continue reading ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์

อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีการเสนอขึ้นมาก็คือการทําให้เกิดรูปภาพโดยใช้แสงอาทิตย์แผดเผาให้เกิดเป็นร่องรอยและโครงร่างของสิ่งต่างๆบนผืนผ้า ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย นาธาน วิลสัน (Nathan Wilson) ซึ่งมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนนิว เซนต์ แอนดรูว์ (New St. Andrew School) วิลสันทดลองวิธีการดังกล่าวโดยนําเอาวัตถุบางอย่างไปทาบกับผืนผ้าลินิน แล้วปล่อยให้แสงแดดแผดเผาผ่านแผ่นกระจกเพื่อเพิ่มความร้อนเป็นเวลานาน 10 วัน เมื่อนําวัตถุออกจากผืนผ้าก็จะเกิดเป็นรูปร่างของวัตถุที่ทาบไว้ถ่ายลงบนผืนผ้า โดยสามารถเห็นรายละเอียดของวัตถุนั้นเป็นภาพรางๆติดอยู่ด้วย เขาจึงเรียกวิธีการนี้ว่า “การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์” (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2) Continue reading เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2

Camera Obscura

นอกจากนี้ทางคณะสเติร์ปยังพยายามจะศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการที่คนในยุคนั้นนํามาใช้ในการสร้างภาพให้ปรากฏขึ้นบนผ้าห่อพระศพผืนนี้ให้ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่สามารถค้นพบวิธีการใดที่เป็นไปได้ จนกระทั่งในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา ข้อสรุปของทีมสเติร์ปก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้นอีก เมื่อมีคณะทํางานอีกชุดหนึ่งเข้ามาทําการสานต่องานของสเติร์ปในปี ค.ศ. 1988 คณะทํางานชุดนี้เป็นการรวมตัวของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) มหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา (University of Arizona) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส (Swiss Federal Institute of Technology) ได้จับมือกันศึกษาภาพบนผ้าห่อพระศพผืนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1) Continue reading เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1

Shroud of Turin

กล่าวถึงเรื่องความเชื่อนั้นคงไม่มีอะไรในจักรวาลจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะความเชื่อสามารถบัญชาให้ใครทําอะไรก็ได้แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหนก็ตาม เมื่อมนุษย์เชื่อว่าสามารถบินได้อย่างนก มนุษย์ก็จะทดลองแล้วทดลองเล่า แม้ว่าหลายคนต้องจบชีวิตลงเพราะการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความเชื่อนี้ได้ จนทุกวันนี้มนุษย์ก็สามารถบินลัดฟ้าข้ามทวีปข้ามทะเลมหาสมุทร หรือแม้แต่ทะยานออกไปสู่นอกโลกยิ่งกว่านกก็ยังทําได้เพราะอานุภาพของความเชื่อนี่เอง แล้วถ้าหากความเชื่อของคนในสังคมเกิดขึ้นพร้อมกันล่ะ มันจะมีอานุภาพรุนแรงขนาดไหน? Continue reading เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1