Traditional Christmas Dinner ประวัติอาหารมื้อประจำคริสต์มาสดินเนอร์ ตอนที่ 1

ใครเป็นคนคิดค้นคริสต์มาสดินเนอร์?

Traditional Christmas Dinner ประวัติอาหารมื้อประจำคริสต์มาสดินเนอร์ ตอนที่ 1

หากจะพูดคุยเรื่องงานเลี้ยงกัน หัวข้อไหนจะดีไปกว่างานเลี้ยงคริสต์มาสดินเนอร์ตามประเพณี มันคือมื้ออาหารประจําปีที่สําคัญที่สุด (และมีแคลอรีสูงสุด) สําหรับคนส่วนใหญ่ แต่ทําไมเราถึงอยากเชิญญาติที่ไม่ค่อยชอบหน้ามารวมตัวกันแล้วใช้เวลาทั้งวันทําอาหารเลี้ยงพวกเขา? นั่นเพราะคุณอยากเห็นพวกเขาท้องแตกตายใช่ไหม?

เหตุผลส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่อาหารมื้อนี้เป็นธรรมเนียมการสังสรรค์ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานมาก ทุกวัฒนธรรมทุกศาสนามีงานฉลองกลางฤดูหนาว (Midwinter) โดยทั่วไปมักจัดกันในวันที่กลางวันสั้นที่สุดของปี (21 ธันวาคม) หรืออีกชื่อหนึ่งคือวันเหมายัน (winter Solstice) เพื่อฉลองฤดูใบไม้ผลิที่ใกล้จะมาเยือนพร้อมกับวาดหวังถึงชีวิตใหม่

ในยุคหินใหม่และยุคสําริด วันเหมายันสําคัญอย่างยิ่งเพราะคนในชุมชนไม่แน่ใจว่าจะรอดชีวิตจากฤดูหนาวได้หรือไม่ งานฉลองจึงเป็นการบูชาเทพเจ้าเพื่อขอให้พวกเขารอดตายจากความอดอยากที่มักเกิดขึ้นระหว่างเดือน มกราคมถึงเมษายน คนในเผ่าจะฆ่าปศุสัตว์ที่โตแล้วส่วนใหญ่เพื่อจะได้ไม่ต้องให้อาหารในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นจึงแทบจะเป็นช่วงเวลาเดียวในรอบปีที่มีเนื้อสดมาปรุงอาหาร งานฉลองยังมีเป้าหมายเรื่องคุณค่าทางจิตใจด้วย นั่นคือให้กําลังใจผู้คนในช่วงเวลาอันมืดมนที่สุดของปี แม้เมื่อชีวิตสะดวกสบายและเจริญมากขึ้น ผู้คนยังคงจัดงานฉลองนี้สืบเรื่อยมา

ชาวโรมันฉลองเทศกาลโซลอินวิกตุส (Sol Invictus หรือดวงตะวันผู้ไร้พ่าย) ในวันที่ 25 ธันวาคม เมื่อคริสตจักรต้องเลือกวันฉลองทางศาสนาพวกเขาก็ฉลาดเลือกให้วันดังกล่าวเป็นวันประสูติของพระเยซูซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่วันประสูติจริงเพราะไม่มีใครรู้ว่าเป็นวันใด ดังที่อาลักษณ์ไซรัส (Syrus the Scriptor) ให้ความเห็นไว้ตอนปลายศตวรรษ ที่ 4 ดังนี้

มันเป็นธรรมเนียมของพวกนอกศาสนา พวกนั้นฉลองวันเกิดของดวงอาทิตย์ในวันที่ 25 ธันวาคม และจุดไฟเพื่อเป็นสัญลักษณ์งานฉลองชาวคริสต์มีส่วนร่วมอยู่ในงานพิธีและความสนุกสนานเหล่านี้ด้วย ดังนั้นเมื่อบุคคลสําคัญของคริสตจักรรับรู้ว่าชาวคริสต์มใจชมชอบเทศกาลนี้ พวกเขาจึง ประชุมกันและวินิจฉัยว่าควรฉลองวันประสูติของพระเยซูในวันนั้นด้วย

เราอาจพบร่องรอยของเทศกาลจุดไฟนี้ได้ในประเพณีคริสต์มาสที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน ดังเช่น ขอนไม้ยูล (Yule log) ท่อนซุงสําหรับเผาตลอด เทศกาล 12 วัน ทุกวันนี้ปรากฏอยู่ในรูปบุชเดอโนแอล (buche de Noel) หรือเค้กรูปขอนไม้ประจําเทศกาลคริสต์มาสของชาวฝรั่งเศส ส่วนเทียนไข ที่ผู้คนสมัยวิกตอเรียนผูกไว้กับต้นคริสต์มาสตอนนี้แทนที่ด้วยไฟกะพริบซึ่งปลอดภัยกว่ามาก และแน่นอนว่ายังมีการจุดไฟใส่พุดดิ้งคริสต์มาสด้วย

งานเลี้ยงคริสต์มาสงานแรกที่มีบันทึกไว้เกิดขึ้นที่โรมเมื่อ ค.ศ. 336 หลังจากนั้นไม่นานใน ค.ศ. 350 พระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 ก็ทรงยอมรับให้วันดังกล่าวเป็นวันฉลองการประสูติของพระเยซูอย่างเป็นทางการ เทศกาลดําเนินต่อเนื่องจากวันที่ 25 ธันวาคมจนถึงวันที่ 6 มกราคมซึ่งเป็นวันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ เป็นวันที่โหราจารย์ 3 คนมาเข้าเฝ้าพระกุมารเยซู หลักๆแล้วเทศกาลจะจัดงานเลี้ยงกินเวลา 2 สัปดาห์ ธรรมเนียมนี้ปัจจุบันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวคริสต์

มีตํานานเล่าว่าในวันคริสต์มาสนี้เองที่กษัตริย์อาเธอร์ดึงดาบเอกซ์คาลิเบอร์จากหินและพิสูจน์ว่าพระองค์คือกษัตริย์อังกฤษโดยชอบธรรม งานฉลองคริสต์มาสของพระเจ้าอาเธอร์ปรากฏในวรรณกรรมยุคกลางมากมายหลายเรื่อง บทกวีจากศตวรรษที่ 14 ชื่อ Sir Gawain 2nd the Green Knight เปิดฉากกลางงานฉลองคริสต์มาสที่คาเมลอต เมื่อพระเจ้าอาเธอร์กับอัศวินโต๊ะกลมและบรรดาสุภาพสตรีของพวกเขาฉลอง

“ด้วยการกินเลี้ยงและเล่นสนุกทุกรูปแบบที่คิดได้ 15 วันเต็ม มีแต่เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาช่างน่าฟังยิ่ง เล่นสนุกกันตอนกลางวันและเต้นรําตอนกลางคืน” การฉลองแบบฟุ่มเฟือยในงานเลี้ยงยุคกลางถือเป็นตํานานดังที่นักประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งได้บันทึกไว้ในปี 1398 ว่า “พระเจ้าริชาร์ดที่ 21 ฉลองคริสต์มาสที่ลิชฟิลด์จนหมดไวน์ไป 200 ตันวัว 2,000 ตัว และอื่นๆ อีกมากมาย”

อย่างไรก็ตามการเฉลิมฉลองอันแฝงไว้ด้วยความเชื่อนอกศาสนา ที่ปกปิดไม่ค่อยมิดนี้ก็มีผู้ไม่เห็นด้วยเช่นกัน ในปี 1583 เหล่าชาวสกอตผู้นับถือนิกายเพรสไบทีเรียนลงความเห็นว่าพระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงการฉลองวันคริสต์มาส คริสต์มาสเพิ่งเป็นวันหยุดอย่างเป็นทางการในสกอตแลนด์อีกครั้งเมื่อปี 1958 นี่เอง โดยในปี 1644 รัฐสภาพิวริทันของ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ สั่งห้ามฉลองวันคริสต์มาส กระทั่งคําว่า “คริสต์มาส” ก็ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้เพราะคํานี้สื่อถึงพิธีมิสซาแบบคาทอลิกได้ด้วย

ครอมเวลล์ต้องการให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาล้วนๆเพื่อให้ผู้คนระลึกถึงการประสูติของพระเยซูมากกว่าการกินดื่มมากเกินควร ในลอนดอนทหารได้รับคําสั่งให้เดินตรวจตามท้องถนนและยึดอาหารที่ปรุงไว้ฉลองวันคริสต์มาสโดยอาจใช้กําลังได้หากจําเป็น การประดับตกแต่งตามธรรมเนียมคริสต์มาสอย่างช่อฮอลลี อีกทั้งอาหารประจําเทศกาลอย่างมินซ์พาย (mince pie) และพุดดิ้งคริสต์มาสก็กลายเป็นของต้องห้าม

แต่เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ก็ทรงออกพระราชบัญญัติสมานฉันท์ (1662) ใจความคือยกเลิกการสั่งห้ามดังกล่าวและรับรองการเฉลิมฉลองกับพิธีกรรมคริสต์มาสในหนังสือคําอธิษฐาน (Book of Common Prayer) และเมื่อคริสตจักรแห่งอังกฤษเริ่มกลับมามีอํานาจ ผู้คนก็ฉลองคริสต์มาสด้วยความสนุกสนานเช่นกาลก่อน

อย่างไรก็ตามพวกพิวริทันจํานวนมากที่เดินทางออกจากอังกฤษเป็นเวลากว่า 50 ปีเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ศรัทธาในศาสนามากขึ้นก็ไม่ได้หันหลังให้การฉลองโดยสิ้นเชิง ในปี 1621 เหล่าผู้แสวงบุญแห่งอาณานิคมพลีมัธจัดงานฉลองเพื่อขอบคุณพระเจ้าเมื่อการเก็บเกี่ยวสัมฤทธิผล โดยเรียกว่า “วันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรก” (First Thanksgiving) ฉลองกันในวันที่ 13 ธันวาคม วันขอบคุณพระเจ้าเข้ามาทําหน้าที่แทนวันคริสต์มาสในฐานะวันฉลองกลางฤดูหนาวของเหล่าผู้มาตั้งรกรากใหม่ จากนั้นในปี 1863 เอบราแฮม ลิงคอล์น (Abraham Lincoln) ก็ย้ายวันขอบคุณพระเจ้าไปไว้ปลายเดือนพฤศจิกายนเพื่อให้มีช่วงหยุดพักหายใจก่อนเทศกาลคริสต์มาส ตอนนั้นเทศกาลนี้ได้รับอนุญาตให้เฉลิมฉลองกันได้อีกครั้งแล้ว

ทําไมถึงมีแฮมคริสต์มาส?

แฮมคริสต์มาส (Christmas ham)

“ยูล” (Yule เป็นคําในภาษานอร์ส ใช้เรียกเทศกาลฉลองกลางฤดูหนาวตามธรรมเนียมของคนนอกคริสต์ศาสนา) แทบจะใช้ในความหมายเดียวกับ “คริสต์มาส” การจัดแฮมเคียงไก่งวงในคริสต์มาสดินเนอร์เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าเทศกาลของชาวคริสต์ซึมซับองค์ประกอบของงานฉลองกลางฤดูหนาวในวัฒนธรรมอื่นเข้ามามากเหลือเกิน ตามธรรมเนียมนอร์สพวกเขาจะกินหมูป่าในเทศกาลยูลเพื่อระลึกถึงเฟรย์ (Freyr) เทพแห่งการเพาะปลูก ดินฟ้าอากาศ และความอุดมสมบูรณ์ ส่วนชาวโรมันกินหมูป่ากันในงานเทศกาลกลางฤดูหนาวแฮเทอร์นาเลีย (Saturnalia) เพื่อเป็นเกียรติแด่แซเทิร์น เทพแห่งเกษตรกรรม

นอกจากนั้นหมูป่าก็ยังเกี่ยวข้องกับอีกบุคคลหนึ่งในเทพปกรณัมนั่นคืออาโดนิส (Adonis) ผู้เสียชีวิตเพราะโดนหมูป่าเล่นงาน และมีลักษณะบางอย่างคล้ายเรื่องราวของพระเยซูในแง่การเกิดใหม่ “หลังอาโดนิสเสียชีวิต เขาเกิดใหม่เป็นดอกแอนีโมนี (anemone)] และมีการฉลองวันเกิดของเขาในวันเดียวกับพระเยซู นั่นคือวันที่ 25 ธันวาคม

แฮมคริสต์มาส (Christmas ham) เชื่อมโยงกับงานฉลองหัวหมูป่า (Boar’s Head Feast) ซึ่งยังคงจัดกันอยู่แม้ไม่บ่อยเหมือนในอดีต แฮมคริสต์มาสเกี่ยวพันกับธรรมเนียมโบราณที่จะเสิร์ฟหัวหมูป่าเป็นอาหารจานหลักในงานเลี้ยง หมูป่าเป็นสัตว์ดุร้าย การนําหัวของมันมาใส่จานแปลว่าคุณเอาชนะศัตรูที่ร้ายกาจได้ในแง่สัญลักษณ์ทางคริสต์ศาสนา

หัวหมูป่าเป็นตัวแทนของการที่พระกุมารเยซูทรงมีชัยเหนือความผิดบาป มีการบรรยายถึงธรรมเนียมการสังเวยหมูป่าและนําหัวของมันมาเสิร์ฟในงานฉลองคริสต์มาสในเพลงคริสต์มาสภาษาอังกฤษที่เก่าแก่ที่สุดชื่อ “The Boar’s Head Carol” (พิมพ์ครั้งแรกในปี 1521) เพลงนี้จะร้องกันในงานฉลองเมื่อมีผู้ยกจานใส่หัวหมูเข้ามา งานฉลองนี้ในปัจจุบันควีนส์คอลเลจจากออกซฟอร์ดเป็นผู้ริเริ่มยังคงจัดกันทุกปีในวันคริสต์มาสวิทยาลัยแห่งนี้ มีเรื่องเล่าของตนเองซึ่งวิลเลียม เฮนรี ฮัสก์ (William Henry Husk) นํามาถ่ายทอดในปี 1868

เขาบันทึกว่าประเพณีนี้เกิดขึ้นเพื่อฉลองการกระทําที่กล้าหาญของนักศึกษาผู้ขณะเดินในป่าชอตโอเวอร์ใกล้ๆกับวิทยาลัยพลางอ่านงานของอริสโตเติลไปด้วยถูกหมูป่าจู่โจมไม่ทันตั้งตัว สัตว์ป่าดุร้ายตัวนี้อ้าปากแยกเขี้ยวใส่เด็กหนุ่ม แต่เพราะเป็นคนกล้าหาญแถมยังมีกําลังใจดี เขาจึงยัดหนังสือที่กําลังอ่านลงคอของหมูป่าพลางร้องว่า กรายคุม เอสต์ (Graecum est แปลว่าของขวัญจากชาวกรีก) เจ้าสัตว์ร้ายติดคอตายด้วยงานของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่

ฉลองด้วยมินซ์พาย

มินซ์พาย (Mince Pie)

มินซ์พายมีความเป็นมายาวนานย้อนไปถึงยุคกลาง ตอนนั้นยังเป็นอาหารคาวดังที่สื่อผ่านคําว่า mincemeat (เนื้อบด) แรกเริ่มเดิมที่มันไม่ได้เป็นอาหารหรือของหวานทว่าเป็นวิธีถนอมเนื้อให้อยู่ได้นานเมื่อฤดูหนาวมาเยือน เนื่องจากอาหารเลี้ยงสัตว์มีน้อย ปศุสัตว์ที่มีจํานวนมากเกินต้องการ จึงถูกฆ่าตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง เนื้อของพวกมันจะถูกนําไปสับและปรุงสุกใส่เครื่องเทศกับผลไม้แห้ง จากนั้นจึงปิดผนึกไว้ใน “คอฟฟิน” หรือเปลือกขนมอบที่ปิดแน่นจนอากาศเข้าไม่ได้ของพาย

พายที่ได้มีขนาดใหญ่ ไม่เหมือนขนาดเล็กพอดีคําอย่างที่เราคุ้นเคยในสมัยนี้ พาย 1 ชิ้นในสมัยก่อนใช้เลี้ยงคนได้มากมายโดยเฉพาะในฤดูเทศกาล มินซ์พายชนิดดั้งเดิมเรียกว่า เชเวตเต (chewette) ปรุงโดยใช้เนื้อสับหรือตับผสมกับไข่ต้มสุกหั่นเต๋และขิง ต่อมาไส้พายเริ่มมีผลไม้แห้งเป็นส่วนผสมมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นส่วนผสมหลัก และไขมันซูเอตก็เข้ามาแทนที่เนื้อสัตว์

เมื่อถึงศตวรรษที่ 16 “มินซ์” พายในสมัยนั้นก็กลายเป็นอาหารพิเศษในเทศกาลคริสต์มาส ขนาดที่เมื่อ โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ สั่งห้ามฉลองวันคริสต์มาสในปี 1644 เขายังเจาะจงห้ามมินซ์พายเป็นการเฉพาะด้วยเนื่องจากไม่เคยมีการยกเลิกกฎหมายข้อนี้ ดังนั้นในทางเทคนิคการกินมินซ์พายในวันคริสต์มาสจึงยังคงถือว่าผิดกฎหมายอยู่ ถือเป็นข้อแก้ตัวชั้นเยี่ยมที่ควรจําไว้ใช้ตอนคุณอิมจนกิน อะไรไม่ไหวแล้วแต่ไม่อยากทําร้ายความรู้สึกของแม่ผู้ใช้เวลาครึ่งเช้าไปกับการทําอาหารจานนี้

ควรเป็นห่านหรือไก่งวงกันแน่?

ไก่งวง (turkey)

อาหารจานหลักในเทศกาลคริสต์มาสแต่เดิมคือห่าน เพราะห่านก็เหมือนนกอพยพชนิดอื่นๆที่โผล่มาและหายไปในช่วงเวลาเหมาะเจาะเป็นประจําทุกปี ทําให้การกินมันสอดคล้องกับงานฉลองทางสุริยคติและปฏิทินการเกษตร ผู้คนเชื่อมโยงห่านกับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่โบราณ วัฒนธรรมต่างๆทั่วโลกบูชาห่านให้เทพเจ้าแทนคําขอบคุณที่เก็บเกี่ยวได้ผลจากนั้นจึงค่อยกินเนื้อของมัน

ชาวเคลต์ (Celt) จะเสิร์ฟห่านในเทศกาลซาวอิน (Samhain) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อฮาโลวีนเทศกาลยูลของชาวนอร์สและเทศกาลไมเคิลมาส (Michaelmas) ของชาวคริสต์ ในยุคกลางมีกระทั่งเทศกาลที่เรียกว่าเวย์ซกูส (Wayzgoose) เป็นงานฉลองตามธรรมเนียมของช่างพิมพ์จัดขึ้นในช่วงเทศกาลไมเคิลมาส (ตอนปลายฤดูร้อน) เมื่อต้องเริ่มทํางานใต้แสงเทียน ครูช่างพิมพ์จะจัด งานฉลองให้ลูกศิษย์และเด็กฝึกงานโดยมีห่านย่างเป็นอาหารจานหลัก

การเปลี่ยนจากห่านเป็นไก่งวง (turkey) ตอนคริสต์มาสเกิดจากผู้ตั้งรกรากชาวพิวริทันในอเมริกาและงานฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้าของพวกเขา พวกนี้ติดนิสัยไม่ชอบทําอะไรตรงไปตรงมา เพราะใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เลิกฉลองคริสต์มาส พวกเขาก็เลยย้ายวันแล้วเรียกด้วยชื่ออื่นแทน ประเพณีนี้ยังคงสืบต่อกันมาในอเมริกาสมัยใหม่

ไก่งวงเป็นสัตว์พื้นเมืองทางตอนเหนือของอเมริกา พวกมันอยู่กันเป็นฝูง นอนในบึง กินเบอร์รี่ป่ากับเมล็ดพืชเป็นอาหาร ด้วยความที่พวกมันบินไม่เก่งเลยโดนจับง่าย จึงเป็นแหล่งอาหารชั้นดีสําหรับผู้ตั้งรกรากชุดแรก เดิมชาวอาณานิคมสับสนระหว่างไก่งวงกับไก่ต๊อกซึ่งถูกส่งมาจากอินเดียตอนเหนือและพื้นที่อื่นๆ

ในเอเชียผ่านทางตุรกีก่อนจะมาถึงยุโรป ต่อมาจึงเรียกชื่อมั่นว่า “แม่ไก่ตุรกี” (Turkey hen) หรือ “พ่อไก่ตุรกี” (Turkey cock) ความสับสนนี้ทําให้ชาวอาณานิคมเรียกไก่งวงซึ่งเป็นสัตว์ปีกพื้นเมืองของอเมริกาว่า turkey ช่างเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ชื่อนี้กลายเป็นชื่อติดปากของนกพันธุ์นี้มากกว่าพันธุ์ที่นําเข้าผ่านมาทางประเทศตุรกีจริงๆ

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอเมริกันปรุงไก่งวงกินกันในวันขอบคุณพระเจ้า และทําให้มันกลายเป็นอาหารตามเทศกาล ในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ ไก่งวงเข้ามาแทนที่ห่านในมื้ออาหารวันคริสต์มาส แต่ที่น่าสนใจก็คือนก 2 ชนิดนี้มีความหมายในทางสัญลักษณ์เหมือนกัน ในขณะที่คนจากโลกเก่าเชื่อมโยงห่านกับปีทางสุริยคติ ชาวอเมริกันพื้นเมืองก็เชื่อมโยงไก่งวงกับดวงอาทิตย์ ตํานานกําเนิดโลกของเผ่าโฮชิ (Hopi) บอกว่าไก่งวงตัวผู้คือสัตว์ชนิดแรกที่พยายามดันดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าจนโดนดวงอาทิตย์เผาศีรษะทําให้ไก่งวงทุกตัวมีหัวล้านเลี่ยน

คุยเรื่องไก่งวง (to talk turkey) หมายถึงพูดกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ชาวยุโรปผู้มาตั้งรกรากในอเมริกาติดใจรสชาติอาหารท้องถิ่นไม่นานไก่งวงตัวผู้ก็กลายเป็นที่ต้องการอย่างสูง ผลคือการสนทนาจริงจังทุกครั้งกับชาวอเมริกันพื้นเมืองถูกเหมาว่าเป็นการ “คุยเรื่องไก่งวง” มีการใช้วลีนี้กันแพร่หลายจนในที่สุดก็ข้ามมหาสมุทรกลับไปยังอังกฤษ บางคนเสนอว่าสํานวนนี้เกิดจากการล่าไก่งวง พรานล่อไก่งวงให้เข้ามาติดกับด้วยการทําเสียงเลียนแบบไก่งวง ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าสัตว์จอมซื่อบื้อชนิดนี้จะร้องตอบและเปิดเผยตัว

ส่วน ไก่งวงเย็น (cold turkey) นั้นตรงกันข้าม เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเลิกเสพติดบางสิ่งบางอย่าง โดยทั่วไปใช้กับยาเสพติดร้ายแรง (คลิก ที่นี่ เพื่ออ่านต่อ)

สนับสนุนโดยยูฟ่าเบท ufabet