ลัดเลาะเที่ยวยังตำหนักต่างๆในพระราชวังฤดูร้อน

-พระราชวังฤดูร้อน- Hall of Happiness and longevity Leshou Tang จากโรงละครเมื่อเดินออกประตูทางเดิมที่เช็คตัวช่วงนี้เส้นทางดสับสนเล็ก จะหาทางไปต่อไม่เจอเพราะหมู่อาคารบดบังทางเดิน เลยใช้วิธีเดินตามคนหมู่มากจะผ่านตําหนัก Hall of Happiness and longevity ปี ค.ศ. 1750 เป็นตําหนักที่ประทับของ ซูสีไทเฮา สร้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง

เขาเซียงซาน อีกหนึ่งสถานที่ในประวัติศาสตร์ที่น่าเดินทางมาชม

– ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของปักกิ่ง- เขาเซียงซาน (Xiangshan Park) เขาเซียงซาน มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Fragrant Hills Park ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่งไม่ห่างจากพระราชวังฤดูร้อนเท่าไหร่ โดยมียอดสูงสุดชื่อ เซียงหลูเฟิง Xianglu (Incense Burner Peak) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Guijianchou (Devil Frowning Peak) ในแง่ประวัติศาสตร์ก็ไม่น้อยหน้าใคร

พาชมสถานที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์ชิงในฤดูร้อน

พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) พระราชวังฤดูร้อนหรือพระราชวังอี้เหอหยวน (Yiheyuan) ตั้งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปักกิ่ง เป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิราชวงศ์ชิงในฤดูร้อน สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1750-1764 พระราชวังฤดูร้อนประกอบ ด้วยส่วนของพระตําหนักวัด ระเบียงทางเดินศาลา และ ทะเลสาบในพื้นที่กว้างใหญ่ในการจะเที่ยวให้ครบควรมี เวลาเต็มวันแต่ถ้ามีเวลาไม่มากสามารถเลือกชมในบาง ส่วนที่น่าสนใจได้ ทางเข้าทิศตะวันออก East Palace Gate จะใกล้กับพระตําหนักต่างๆ

หอบูชาฟ้าเทียนถาน สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแวะมาสักการะซักครั้งหนึ่ง

– หอบูชาฟ้าเทียนถาน – (Temple of Heaven) หอบูชาฟ้าเทียนถาน ในภาษาจีนแปลว่า แท่นบูชาฟ้า เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยที่มักจะนึกภาพถึงหอกลม 3 ชั้น หลังคาปูกระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม แต่แท้จริงแล้วหอบูชาฟ้าเทียนถาน ประกอบด้วยหอบูชาและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่มาประกอบอยู่ในบริเวณเดียวกันทั้งหมด เรียกว่า The Tian Tan Complex หอบูชาฟ้าเทียนถานสร้างเสร็จ

สัมผัสความสวยงามของน้ำตกที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลก ‘ไนแอการา (Niagara)’

-อาหารการกินในเมืองทรอนโต- ภัตตาคารและร้านอาหารในโทรอนโตมีให้เลือกมากถึง 6,000 แห่ง ที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหารอิตาเลียน ฝรั่งเศส ไปจนถึงอาหารฮังการีและอาหารไทย ซึ่งจุดเด่นของเมืองนี้คือมีความหลากหลายของอาหารนานาชาติ ซึ่งเป็นเพราะมีประชากรมาเผยแพร่วัฒนธรรมการกินที่มาจากทั่วโลก จึงทําให้โทรอนโตเป็นเมืองสวรรค์ของนักชิม ภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในเมืองโทรอนโตที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ 360 Restaurant ที่อยู่บนหอคอยซีเอ็น ซึ่งว่ากันว่านอกจากอาหารมีรสชาติอร่อยแล้ว นักท่องเที่ยวยังได้ชมวิวเมืองโทรอนโต ได้รอบทิศทาง 360 องศาอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีภัตตาคารชื่อดังมากมายที่ตั้งอยู่ภายในโรงแรมอย่างภัตตาคาร Truffles ที่โรงแรม Four

แหล่งท่องเที่ยว ‘เมืองทรอนโต’ มรดกทางวัฒนธรรมที่ควรเยือนไปซักครั้ง

-เมืองโทรอนโต (Toronto)- โทรอนโตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ บ้านเรือนและ อาคารต่างๆ ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมในยุคต่างๆ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่นี่เปรียบเสมือนศูนย์กลางทางธุรกิจการเงินอันดับ 1 ของแคนาดา และได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในแคนาดา นอกจากนี้เมืองโทรอนโตยังมีสังคมที่เป็นวัฒนธรรมแบบผสมที่ใหญ่ที่สุดของแคนาดาอีกด้วย เนื่องจากพลเมืองโทรอนโตส่วนใหญ่เป็นผู้อพยพมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งประชากรเหล่านั้นได้นําเอาภาษาและวัฒนธรรมของตนเองติดมาด้วย จุดเด่นของเมืองนี้มีสัญลักษณ์คือ หอคอยซีเอ็น ซึ่งเป็นจุดชมวิวประจําเมือง นอกจากนั้นโทรอนโตยังมีจุดเด่นแตกต่างไปจากเมืองอื่นๆ ตรงทีมเมืองใต้ดินที่เป็นเส้นทางคมนาคมใต้ดินเป็นถนนเส้นยาวที่เรียกกัน “PATH” เมืองโทรอนโตถนนสายหลักของเมืองที่ยาวที่สุดในโลก ชื่อว่า Yonge

ลัดเลาะเที่ยว รัฐออนแทรีโอ (ONTARIO) ประเทศแคนนาดา

-รัฐออนแทรีโอ (ONTARIO)- ออนแทรีโอเป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากควิเบก ซึ่งประชากร 1 ใน 3 ของแคนาดาอาศัยอยู่ในรัฐนี้ ที่นี่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมที่สร้างผลผลิตให้กับประเทศได้มากกว่าครึ่งของผลผลิต ทั้งหมด จนกลายมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าของแคนาดาไปโดยปริยาย นอกจากนี้ออนแทรีโอยังได้ชื่อว่าเป็นรัฐแห่งทะเลสาบ เนื่องจากมีทะเลสาบน้ำจืดมากกว่า 400,000 แห่งในรัฐเดียว โดยมีทะเลสาบ 3 แห่งที่เชื่อมต่อถึงกันคือ ออนแทรีโอ (Ontario)

การเดินทางในประเทศแคนนาดา

-Visa & Passport- สถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจําประเทศไทย ชั้น 15 อาคารอับดุลราฮิมเพลส (ตรงข้ามสวนลุมพินี) เลขที่ 990 ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ 0 2646 4300 เปิดทําการยื่นวีซ่า วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 07.30-10.00

เก็บตกเส้นทางนั่งรถไฟเที่ยวชมธรรมชาติในสวิส

เก็บตกเส้นทางรถไฟชมวิว ท่านที่ต้องการขึ้นรถไฟชิลล์ๆ ชมวิวสองข้างทางในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่มีเส้นทางรถไฟชมวิวให้บริการหลายสาย จึงลองยกตัวอย่างเส้นทางยอดฮิตไว้ให้ท่านผู้อ่านพิจารณา เป็นประสบการณ์ที่น่าลอง แต่อย่าลืมว่า รถไฟชมวิวเหล่านี้วิ่งแบบหวานเย็นไม่ทันใจเท่ารถไฟปกติ ดังนั้นจึงเหมาะสําหรับท่านที่มีเวลาว่าง โดยทุกขบวนสามารถสํารองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่สถานีรถไฟในสวิสทุกแห่ง Golden Pass Line เส้นทาง Golden Pass Line ให้บริการระหว่างทิศเหนือ และทิศใต้ เริ่มต้นตั้งแต่เมืองมองเทรอซ์ (Montreux) ทางตอนใต้

กฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มด (Witchcraft Act) จุดเริ่มต้นของการล่าแม่มดครั้งยิ่งใหญ่

การล่าแม่มดนี้กระทํากันอย่างเป็นล่ำเป็นสันมากขึ้นเรื่อยๆจนทําให้เกิดมิคสัญญีขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ยิ่งถ้าหากเป็นชนบทที่ห่างไกลความเจริญ หรือไกลหูไกลตาสังคมทั่วไปด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกข้อหาดังกล่าวเล่นงานได้ กระทั่งผู้คนไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะกลัวว่าตนจะถูกใครใส่ร้ายว่า เป็นพ่อมดแม่มด อีกทั้งทางบ้านเมืองก็ไม่ค่อยอยากที่จะเข้าไปยุ่งกับปัญหาเหล่านั้นโดยเฉพาะเมืองซึ่งอยู่ไกลหูไกลตา จึงปล่อยให้ผู้บริหารชุมชนนั้นๆจัดการกันเอง หรือแม้แต่ฝ่ายศาสนาเองทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ต่างก็นิ่งดูดาย ก็เพราะความระแวงกันเองระหว่างทั้งสองฝ่ายที่เกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายป้ายสีว่าเป็นพวกนิยมเพกันเสียเองก็ได้หากพลาดพลั้ง

โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc) วีรสตรีชาวฝรั่งเศสผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด

ภายหลังจากกรณีของซาเล็มถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว จึงได้มีความคิดจะชําระกฎหมายกล่าวโทษผู้มีพฤติกรรมอันเป็นพ่อมดแม่มดเสียใหม่ให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งแต่เดิมนั้นมักจะให้ทางชุมชนหรือนักการศาสนาเข้ามาจัดการกับปัญหาพ่อมดแม่มดกันเอง จึงทําให้เกิดระบบอํานาจเถื่อนศาลเตี้ยขึ้นตามที่ ต่างๆอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศ กรณีซึ่งเกิดขึ้นในซาเล็มจึงถือเป็นการจุดประกายให้เกิดการวางกฎเกณฑ์ในการจัดการปัญหานี้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น ห้ามไม่ให้มีการตั้งศาลเตี้ยกันขึ้นมาชําระความกันเองอีกต่อไป โดยกําหนดบทลงโทษให้แก่ผู้ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับอาชญากรเอาไว้ด้วย

การล่าแม่มดที่ซาเล็ม กรณีล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์

นับจากกรณีการไล่ล่าแม่มดของเจมส์ที่ 6 นี้เอง จึงทําให้กระแสตื่นตัวกับการกับแม่มดเกิดขึ้นทั่วไป โดยอาศัยกฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มดที่ตราขึ้นจากอังกฤษ สกอตแลนด์ ข้ามไปสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน จากนั้นจึงแพร่กระจายไปตามที่ต่างๆทั่วทั้งยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอีกด้วย เนื่องจากการไล่ล่าแม่มดในช่วงเวลานั้นถือเป็นสิ่งถูกกฎหมายโดยมีกฎหมายการกระทําอันเป็นแม่มดรองรับนั่นเอง และจากการเกิดเหตุการณ์จับและเผาแม่มดกระจายกันไปทั่วเช่นนี้จึงได้มีการเรียกช่วงเวลานั้นกันว่า “ฌาปนากาล (The Burning Times)” ตามวิธีการประหารชีวิตผู้ที่ถูก กล่าวหาว่าเป็นพ่อมดแม่มดที่ใช้กันมากที่สุดก็คือการเผาทั้งเป็น

สงครามครูเสด (Crusade War) สงครามที่ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการกำจัดศัตรูทางการเมือง

การจัดการพวกนอกรีตในสายตาของฝ่ายคริสต์เกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันอีกครั้งหนึ่งช่วงศตวรรษที่ 8 – 9 เมื่อกษัตริย์ชาร์เลอมาญ (Charlemagne) กษัตริย์ชาวแฟรงค์ (Frank) พยายามจะสถาปนาอํานาจเช่นในสมัยจักรวรรดิโรมันกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมื่อสามารถรวบรวมเขตแดนของอาณาจักรต่างๆในยุโรปตอนกลางเข้ามาอยู่ภายใต้อํานาจได้แล้ว จึงรวมอาณาจักรเหล่านั้นสถาปนาเป็นจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ 

สงครามกวาดล้างลัทธิเพกัน (Pagan) ลัทธิเถื่อนนอกรีตที่ศาสนาคริสต์ไม่ให้การยอมรับ

เรื่องของ วิตช์ หรือ วิซาร์ด นี้เริ่มเกิดขึ้นมาเมื่อใดไม่แน่ชัดนัก แต่ในบันทึกบางแห่งได้กล่าวถึงคนประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเล่าว่าบุคคลประเภทดังกล่าวนี้เป็นคนพเนจรที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป เป็นบุคคลลึกลับที่มักเดินทางผ่านไปตามหมู่บ้านต่างๆตามเมืองต่างๆ โดยมีกระเป๋าสัมภาระหรือกล่องไม้ที่ใช้บรรจุข้าวของเพียงใบเดียว แต่ภายในมีเครื่องใช้ไม้สอยแปลกตา มีเครื่องรางต่างๆนานา และมีอุปกรณ์สําหรับการประกอบพิธีกรรมบางอย่าง

บทบาทของผู้วิเศษ แม่มด พ่อมด และหมอผีในยุคโบราณ

กล่าวถึงความเชื่อในเรื่องเวทมนตร์คาถาและอํานาจเหนือธรรมชาติแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมาแต่ดึกดําบรรพ์ ไม่ว่าที่ไหนหรือแห่งหนใดก็ตามในโลกนี้ก็มักมีความเชื่อเรื่องนี้เหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในสังคมซึ่งอ้างว่ามีความเป็นอารยะ หรือพวกที่ถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนที่ไร้อารยธรรม ก็ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อเรื่องนี้อยู่ในสังคมนั้นๆทั้งสิ้น และไม่มีทางที่จะขจัดเรื่องเหล่านี้ออกไปจากสังคมนั้นๆได้อย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม

ปริศนาภาพวาดคนเลี้ยงแกะแห่งอาร์คาเดียของ Nicolas Poussin

ภายหลังจากที่ แมรี เดอนาร์โน เสียชีวิตลงแล้ว โนแอล คอร์บู กับครอบครัวก็ปักหลักอยู่ที่เรนน์ เลอ ชาโต ต่อไปและเลิกทํากิจการน้ำตาลในโมร็อกโกที่ทําอยู่ลงอย่างถาวร หันมาทําธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเรนน์ เลอ ชาโต แทน จนกลายเป็นธุรกิจที่ทำเงินอย่างเป็นกอบเป็นกําให้แก่เขามากกว่าธุรกิจเดิมเสียอีก ด้วยจํานวนนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปศึกษา ค้นคว้า และสัมผัสเรื่องราวที่ร่ำลือกันของสถานที่ซึ่งได้รับการโจษขานกันมานานนับศตวรรษแห่งนี้