ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) กับการค้นพบขุมทรัพย์ปริศนา

Freemasonry

เรื่องของความรู้ขั้นสูงนั้นยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีผู้เสนอว่าความรู้ที่ ไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบอาจเกี่ยวกับ “ความลับของสถาปัตยกรรม” ก็เป็นได้ ทฤษฎีนี้นําความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ กับสมาคมลับอีกกลุ่มคือ ฟรีเมสันรี (Freemasonry) หรือ “ภราดรช่างหิน” ที่สิ่งก่อสร้าง ต่างๆของ ไนต์ส เทมปลาร์ ล้วนสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มนี้ทั้งสิ้น กลุ่มฟรีเมสันรีมีบทบาทสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เนื่องจากเป็นผู้กุมความรู้ในการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ และมีความเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ต้องค้นพบความรู้อะไรบางอย่างจึงทําให้พวกเขาสามารถจะรังสรรค์สถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งน่าอัศจรรย์ต่างๆขึ้นมาบนโลกนี้ได้ ตัวอย่างก็คือการสร้าง ปิรามิด (Pyramid) เป็นต้น Continue reading ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) กับการค้นพบขุมทรัพย์ปริศนา

Sarah The Lost Princess เจ้าหญิงผู้สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์

Sarah the lost Princess

สําหรับคําถามที่ว่าเหตุใดจึงมีกลุ่มผู้เคารพศรัทธาใน แมรี แมกดาลีน กันมากทางแถบรอยต่อระหว่างตอนเหนือของสเปนกับตอนใต้ของฝรั่งเศสนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริเวณดังกล่าวคือที่ปักหลักสุดท้ายภายหลังจากการเดินทางไกลเพื่อเผยแผ่คําสอนของพระเยซูนั่นเอง ตามประวัติศาสตร์ กล่าวว่า แมรี แมกดาลีน หลบหนีออกจากเยรูซาเล็มโดยผ่านมาทางอียิปต์ และเข้าสู่แอฟริกาเหนือ เพื่อข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังสเปนในช่วงปี ค.ศ. 44 หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน 8 ปี และพวกโรมันเริ่มกวาดจับเหล่าสานุศิษย์กับคนใกล้ชิดของพระเยซูจนต้องหลบหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง และนางก็เดินทางจนถึงสเปนประมาณปี ค.ศ. 50 ซึ่งเวลานั้นสเปนถูกเรียกว่า ฮิสปาเนีย (Hispania) Continue reading Sarah The Lost Princess เจ้าหญิงผู้สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์

ทฤษฎีจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยบทบาทที่ถูกบิดเบือนของ แมรี แมกดาลีน

Dead Sea Scrolls

จากการค้นพบ เดดซี สกรอลล์ (Dead Sea Scrolls) หรือ ม้วนคัมภีร์เดดซีในปี ค.ศ. 1947 ในถ้ำแห่งหนึ่งที่กุมราน (Qumran) ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบเดดซี มีการพบว่าเหตุการณ์ช่วงพระชนม์ชีพของพระเยซูที่กล่าวในคัมภีร์ดังกล่าวไม่ตรงกับที่เล่าไว้ในไบเบิลหลายต่อหลายบท จึงทําให้ผู้คนเริ่มเกิดความสงสัยต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลว่าเป็นดังที่เล่าจริงหรือไม่ จนเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ม้วนคัมภีร์เดดซีนี้เชื่อกันว่าบันทึกโดยนักบวชชาวยิว เขียนขึ้นในช่วงเวลาก่อนจะมีการชําระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชเป็น เวลานาน Continue reading ทฤษฎีจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยบทบาทที่ถูกบิดเบือนของ แมรี แมกดาลีน

ความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพ The Last Supper ของ Leonardo Da Vinci

The Last Supper

การกล่าวถึง แมรี แมกดาลีน ในคัมภีร์เบิลภาคพันธสัญญาใหม่เช่นนี้ ทําให้เห็นถึงอคติที่มีต่อนางจึงเน้นถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการทําให้เกิดความรู้สึกว่านางพยายามติดตามพระเยซูไปทุกหนทุกแห่ง จนเหล่าสานุศิษย์ใกล้ชิดพระองค์ต่างรู้สึกอึดอัด และหลายต่อหลายครั้งที่มีการ กล่าวถึงนางก็พยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงชื่อนางตรงๆ แต่ก็มีการกล่าวถึงไว้หลายตอนเช่นกันที่ทําให้เห็นว่าพระเยซูได้ออกมาปกป้องและยินยอมให้นางติดตามพระองค์ไปตามที่ต่างๆเอง Continue reading ความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพ The Last Supper ของ Leonardo Da Vinci

การตีความของจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail) ในความหมายใหม่

The Holy Grail

ในประเด็นเรื่องสายโลหิตของพระเยซูนั้น ผู้ซึ่งทําการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือนักค้นคว้า 3 คนชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์ (Michael Baigent) ริชาร์ด ลี (Richard Leigh) และ เฮนรี ลินคอล์น (Henry Lincoln) ทั้งสามร่วมกันเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเล่มหนึ่งในปี ค.ศ. 1986 ชื่อ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Blood and the Holy Grail)” เป็นหนังสือขายดีที่สร้างความแตกตื่นให้กับวงการนักศึกษาเรื่องราวนอกคัมภีร์ไบเบิลเป็นอย่างมาก ตามการตีความในหนังสือเล่มนี้คําว่า “จอกศักดิ์สิทธิ์” ไม่ได้หมายถึงจอกใส่น้ำหรือจอกใส่เหล้า แต่หมายถึง “มดลูก” หรือ “ครรภ์มารดา” Continue reading การตีความของจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail) ในความหมายใหม่

ข้อสันนิษฐานเรื่องรูปภาพของ Black Madonna กับแมรี่ แมกดาลีน

Black Madonna

นักค้นคว้าเรื่องราวของ ไนต์ส เทมปลาร์ ส่วนใหญ่เชื่อว่า แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว ไม่ได้เพิ่งจะให้การรับรอง ไนต์ส เทมปลาร์ ในช่วงหลังนี้ แต่เข้ามาตั้งแต่ก่อนจะมี ไนต์ส เทมปลาร์ เกิดขึ้นแล้ว และยังเป็นผู้ร่วมกันคิดวางแผนกับ เคาน์ต แห่งแชมเปญ, ฮิวก์ คองต์ แห่งแชมเปญ และ ฮิวจ์สแห่ง เปยังส์ ในการทําภารกิจลับที่เยรูซาเล็ม กระทั่งเกิดไนต์ส เทมปลาร์ ขึ้นนั่นเอง Continue reading ข้อสันนิษฐานเรื่องรูปภาพของ Black Madonna กับแมรี่ แมกดาลีน

ภารกิจลับของกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ Knights Templar

Knights Templar

ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ กับอัศวินทั้ง 8 เดินทางกลับเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 1119 และเข้าเฝ้ากษัตริย์บาลด์วินที่ ๑ (King Baldwin 1) แห่งเยรูซาเล็ม เพื่อขอก่อตั้งกลุ่มอัศวินเพื่อทําภารกิจให้การอารักขาเหล่านักแสวงบุญชาวคริสต์ระหว่างการเดินทางมายังเยรูซาเล็ม ซึ่งบาลด์วินที่ 1 ก็อนุญาต และได้มอบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังของพระองค์ใช้เป็นที่พักของเหล่าอัศวินกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ใกล้กับสุเหล่าอัล-อักซา และโดมแห่งศิลาบนภูเขาวิหารมาก อันที่จริงสิ่งนี้เป็นความประสงค์ของฮิวก์ส แห่ง เปยังส์ อยู่ก่อนแล้ว จึงทูลขอสถานที่ดังกล่าวจากกษัตริย์บาลด์วินที่ 1 โดยได้หมายตาตําแหน่งนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งเดินทางมายังเยรูซาเล็มครั้งก่อนแล้ว Continue reading ภารกิจลับของกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ Knights Templar

ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

Knights Templar

กล่าวถึงเรื่องราวของอัศวินเร้นลับและชวนฉงนจนถูกกล่าวขานกันมากที่สุดก็คือกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) คําว่า “เทมปลาร์ (Templar)” นี้มีความหมายเดียวกันกับคําว่า “เทมเปิล (Temple)” แปลว่า “วิหาร” มาจากชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเองว่า “อัศวินผู้ยากไร้แห่งพระคริสต์และวิหารแห่งโซโลมอน (The Poor Knights of Christ and the Temple of Solomon)” ชื่อนี้มาจากชื่อของสถานที่ซึ่งอัศวินกลุ่มนี้ใช้เป็นที่ปักหลักอาศัยภายหลังจากเข้าร่วมกับกองทัพชาวคริสต์บุกเข้ายึดครองกรุงเยรูซาเล็มมาจากชาวมุสลิมได้สําเร็จในสงครามครูเสด (Crusade Wars) ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1099 ซึ่งตั้งอยู่ตรงบริเวณภูเขาวิหาร หรือ เทมเปิล เมาต์ (Temple Mount) ที่เชื่อว่าเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งโซโลมอน (Temple of Solomon) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ Continue reading ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์

อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีการเสนอขึ้นมาก็คือการทําให้เกิดรูปภาพโดยใช้แสงอาทิตย์แผดเผาให้เกิดเป็นร่องรอยและโครงร่างของสิ่งต่างๆบนผืนผ้า ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย นาธาน วิลสัน (Nathan Wilson) ซึ่งมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนนิว เซนต์ แอนดรูว์ (New St. Andrew School) วิลสันทดลองวิธีการดังกล่าวโดยนําเอาวัตถุบางอย่างไปทาบกับผืนผ้าลินิน แล้วปล่อยให้แสงแดดแผดเผาผ่านแผ่นกระจกเพื่อเพิ่มความร้อนเป็นเวลานาน 10 วัน เมื่อนําวัตถุออกจากผืนผ้าก็จะเกิดเป็นรูปร่างของวัตถุที่ทาบไว้ถ่ายลงบนผืนผ้า โดยสามารถเห็นรายละเอียดของวัตถุนั้นเป็นภาพรางๆติดอยู่ด้วย เขาจึงเรียกวิธีการนี้ว่า “การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์” (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2) Continue reading เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2

Camera Obscura

นอกจากนี้ทางคณะสเติร์ปยังพยายามจะศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการที่คนในยุคนั้นนํามาใช้ในการสร้างภาพให้ปรากฏขึ้นบนผ้าห่อพระศพผืนนี้ให้ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่สามารถค้นพบวิธีการใดที่เป็นไปได้ จนกระทั่งในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา ข้อสรุปของทีมสเติร์ปก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้นอีก เมื่อมีคณะทํางานอีกชุดหนึ่งเข้ามาทําการสานต่องานของสเติร์ปในปี ค.ศ. 1988 คณะทํางานชุดนี้เป็นการรวมตัวของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) มหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา (University of Arizona) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส (Swiss Federal Institute of Technology) ได้จับมือกันศึกษาภาพบนผ้าห่อพระศพผืนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง (อ่าน เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 1) Continue reading เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2