พระโซนิแยร์ ผู้ค้นพบปริศนาที่ซ่อนอยู่ภายในปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

สําหรับเบื้องหลังในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพระเบรองเจอร์ โซนิแยร์ นี้ในหนังสือสายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ของ ไบเจนต์ ลี และ ลินคอล์น กล่าวว่าท่านได้ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่อันเป็นสมบัติล้ำค่าตามที่เล่าลือกัน นั่นก็คือความลับซึ่ง แมรี เดอ เนรเกรดาเบลส ให้พระอังตวน บิก เป็นผู้เก็บซ่อนคนต่อไปนั่นเอง แม้ว่าพระบิกจะไม่ได้บอกที่ซ่อนความลับนี้แก่พระโซนิแยร์ด้วยตนเอง แต่ก็ตั้งปริศนาเพื่อบอกที่ซ่อนเอาไว้ และพระโซนิแยร์ก็เป็นผู้ตีปริศนาซึ่งสลักไว้บนแผ่นหินเหนือหลุมศพของ แมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส

เหตุการณ์ที่ เรนน์ เลอ ชาโต Rennes le Chateau หลังการปฎิวัติในฝรั่งเศส

ภายหลังจากที่การปฏิวัติสําเร็จลงในปี ค.ศ. 1799 ทรัพย์สมบัติของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างๆต้องถูกยึดเข้ารัฐไปจนหมดสิ้น ซึ่ง เรนน์ เลอ ชาโต ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ถูกชาวบ้านบุกเข้ายึด และเข้าไปรื้อค้นเพื่อหาทรัพย์สมบัติและสิ่งล้ำค่าตามคําเล่าลือ แต่ก็ไม่มีใครพบสมบัติล้ำค่าดังที่ว่าเลยสักรายเดียว มีเพียงทรัพย์สินเงินทองหรือของตกแต่งบางอย่างที่พอจะมีราคาค่างวดบ้างเท่านั้นที่สามารถหยิบติดมือไปได้ โดยที่ไม่มีใครสนใจเลยว่าบนแผ่นหินเหนือหลุมฝังศพของแมรี เดอ เนรเกร ดาเบลส นั้น ได้สลักข้อความอะไรเอาไว้ และที่ฐานเสาหินโบราณต้นหนึ่งในโบสถ์พระ บิกได้ซ่อนอะไรเอาไว้

ความลับเรื่องผู้พิทักษ์ปราสาท เรนน์ เลอ ชาโต

ในช่วงศตวรรษที่ 12 – 13 บริเวณเขตอํานาจของ เคาน์ต แห่ง ตูลูส ได้กลายเป็นดินแดนศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายคาธาร์ (Cathar) ที่ต่อมาได้ถูกทางคริสตจักรสั่งให้กวาดล้างชาวบ้านแถบนี้ที่นับถือนิกายคาธาร์ โดยเลือกชุมชนแห่งหนึ่งชื่อว่า อัลไบ (Albi) ในจังหวัดลองกูดอคเพื่อจะให้เป็นตัวอย่างในการกําราบผู้ที่นับถือนิกายนี้ ซึ่งทางคริสตจักรกล่าวหาว่านิกายนี้เป็นลัทธินอกรีต ทั้งที่ชาวคาธาร์ก็เป็นชาวคริสต์เช่นกันเพียงแต่มีความเชื่อซึ่งไม่เป็นไปตามคําประกาศของคริสตจักรกลางเท่านั้น จึงมีความเชื่อกันว่าการกวาดล้างครั้งนั้นเป็นการตีวัวกระทบคราดไปยังกลุ่มความเชื่อที่ไม่อยู่ในแถวในแนวของคริสตจักรช่วงเวลานั้นมากกว่า เช่นกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ เป็นต้น

การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครองเขตแดนของเคาน์ต แห่ง ตูลูส

ในยุคสมัยที่ เรนน์ เลอ ชาโต เป็นเมืองใหญ่ที่มีความคึกคักนั้น เมืองนี้มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นถึงประมาณ 30,000 คนเลยทีเดียว และนับเป็น 1 ใน 3 เมืองที่ในประวัติศาสตร์ของชาววิซิโกธกล่าวว่ามีป้อมปราการใหญ่ตั้งอยู่ กระทั่งภายหลังจากที่ชาววิซิโกธหมดสิ้นอํานาจลงแล้ว ชนเผ่า แฟรงค์ (Frank) ซึ่งเป็นชนเชื้อสายเยอรมันอีกเผ่าหนึ่งก็เข้ามาปักหลักสร้างอํานาจในบริเวณนี้แทนนับจากช่วงศตวรรษที่ 7 – 8 เป็นต้นมา

บันทึกเร้นลับที่ปราสาทโบราณ เรนน์ เลจ ชาโต (Rennes le Chateau)

กล่าวถึงสถานที่ที่มักถูกนํามาอ้างอิงอยู่เป็นประจําในหมู่ผู้ซึ่งสนใจ เรื่องราวของ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Blood and the Holy Grail)” สถานที่แห่งนั้นก็คือ เรนน์ เลอ ชาโต (Rennes le Chateau) ปราสาทที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานตั้งแต่ยุคสมัยโรมันมาจนกระทั่งถึงยุคสมัยกลาง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส บริเวณกล้กับเทือกเขาพิเรนีสพรมแดนกั้นระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน

การล่มสลายของ Knights Templar กลุ่มอัศวินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 13

ธุรกิจอันเฟื่องฟูเหล่านี้ของ ไนต์ส เทมปลาร์ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้า หากไม่มีคริสตจักรคอยหนุนหลังอยู่ นอกจากนี้คริสตจักรก็ยังเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ ด้วยการยกเว้นภาษีหรือเงินอุดหนุนศาสนา ซึ่งประชาชน ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างๆ ต่างก็ต้องจ่ายเงินเหล่านั้นให้แก่ทางศาสนจักรเป็นธรรมเนียมอีกด้วย และไม่เพียงได้รับการยกเว้นภาษีหรือเงินอุดหนุนเหล่านี้เท่านั้น บางครั้งไนต์ส เทมปลาร์ ยังทําหน้าที่เป็นคนคอยเก็บภาษีและทวงเงินอุดหนุนที่ติดค้างจากกษัตริย์และขุนนางต่างๆที่ชอบค้างภาษีให้แก่ฝ่ายศาสนจักรด้วยเช่นกัน

ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) กับการค้นพบขุมทรัพย์ปริศนา

เรื่องของความรู้ขั้นสูงนั้นยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีผู้เสนอว่าความรู้ที่ ไนต์ส เทมปลาร์ ค้นพบอาจเกี่ยวกับ “ความลับของสถาปัตยกรรม” ก็เป็นได้ ทฤษฎีนี้นําความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ไนต์ส เทมปลาร์ กับสมาคมลับอีกกลุ่มคือ ฟรีเมสันรี (Freemasonry) หรือ “ภราดรช่างหิน” ที่สิ่งก่อสร้าง ต่างๆของ ไนต์ส เทมปลาร์ ล้วนสร้างขึ้นโดยคนกลุ่มนี้ทั้งสิ้น กลุ่มฟรีเมสันรีมีบทบาทสูงมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เนื่องจากเป็นผู้กุมความรู้ในการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ และมีความเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ต้องค้นพบความรู้อะไรบางอย่างจึงทําให้พวกเขาสามารถจะรังสรรค์สถาปัตยกรรมอันน่าทึ่งน่าอัศจรรย์ต่างๆขึ้นมาบนโลกนี้ได้

Sarah The Lost Princess เจ้าหญิงผู้สาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์

สําหรับคําถามที่ว่าเหตุใดจึงมีกลุ่มผู้เคารพศรัทธาใน แมรี แมกดาลีน กันมากทางแถบรอยต่อระหว่างตอนเหนือของสเปนกับตอนใต้ของฝรั่งเศสนั้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริเวณดังกล่าวคือที่ปักหลักสุดท้ายภายหลังจากการเดินทางไกลเพื่อเผยแผ่คําสอนของพระเยซูนั่นเอง ตามประวัติศาสตร์ กล่าวว่า แมรี แมกดาลีน หลบหนีออกจากเยรูซาเล็มโดยผ่านมาทางอียิปต์ และเข้าสู่แอฟริกาเหนือ เพื่อข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังสเปนในช่วงปี ค.ศ. 44 หลังจากที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน 8 ปี และพวกโรมันเริ่มกวาดจับเหล่าสานุศิษย์กับคนใกล้ชิดของพระเยซูจนต้องหลบหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง และนางก็เดินทางจนถึงสเปนประมาณปี ค.ศ. 50 ซึ่งเวลานั้นสเปนถูกเรียกว่า

ทฤษฎีจอกศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยบทบาทที่ถูกบิดเบือนของ แมรี แมกดาลีน

จากการค้นพบ เดดซี สกรอลล์ (Dead Sea Scrolls) หรือ ม้วนคัมภีร์เดดซีในปี ค.ศ. 1947 ในถ้ำแห่งหนึ่งที่กุมราน (Qumran) ซึ่งอยู่ริมทะเลสาบเดดซี มีการพบว่าเหตุการณ์ช่วงพระชนม์ชีพของพระเยซูที่กล่าวในคัมภีร์ดังกล่าวไม่ตรงกับที่เล่าไว้ในไบเบิลหลายต่อหลายบท จึงทําให้ผู้คนเริ่มเกิดความสงสัยต่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลว่าเป็นดังที่เล่าจริงหรือไม่ จนเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ม้วนคัมภีร์เดดซีนี้เชื่อกันว่าบันทึกโดยนักบวชชาวยิว เขียนขึ้นในช่วงเวลาก่อนจะมีการชําระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชเป็น เวลานาน

ความหมายที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพ The Last Supper ของ Leonardo Da Vinci

การกล่าวถึง แมรี แมกดาลีน ในคัมภีร์เบิลภาคพันธสัญญาใหม่เช่นนี้ ทําให้เห็นถึงอคติที่มีต่อนางจึงเน้นถึงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการทําให้เกิดความรู้สึกว่านางพยายามติดตามพระเยซูไปทุกหนทุกแห่ง จนเหล่าสานุศิษย์ใกล้ชิดพระองค์ต่างรู้สึกอึดอัด และหลายต่อหลายครั้งที่มีการ กล่าวถึงนางก็พยายามหลีกเลี่ยงการเอ่ยถึงชื่อนางตรงๆ แต่ก็มีการกล่าวถึงไว้หลายตอนเช่นกันที่ทําให้เห็นว่าพระเยซูได้ออกมาปกป้องและยินยอมให้นางติดตามพระองค์ไปตามที่ต่างๆเอง

การตีความของจอกศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Grail) ในความหมายใหม่

ในประเด็นเรื่องสายโลหิตของพระเยซูนั้น ผู้ซึ่งทําการค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือนักค้นคว้า 3 คนชื่อ ไมเคิล ไบเจนต์ (Michael Baigent) ริชาร์ด ลี (Richard Leigh) และ เฮนรี ลินคอล์น (Henry Lincoln) ทั้งสามร่วมกันเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาเล่มหนึ่งในปี ค.ศ. 1986 ชื่อ “สายโลหิตศักดิ์สิทธิ์และจอกศักดิ์สิทธิ์

ข้อสันนิษฐานเรื่องรูปภาพของ Black Madonna กับแมรี่ แมกดาลีน

นักค้นคว้าเรื่องราวของ ไนต์ส เทมปลาร์ ส่วนใหญ่เชื่อว่า แบร์นาร์ด แห่ง แคลร์โว ไม่ได้เพิ่งจะให้การรับรอง ไนต์ส เทมปลาร์ ในช่วงหลังนี้ แต่เข้ามาตั้งแต่ก่อนจะมี ไนต์ส เทมปลาร์ เกิดขึ้นแล้ว และยังเป็นผู้ร่วมกันคิดวางแผนกับ เคาน์ต แห่งแชมเปญ, ฮิวก์ คองต์ แห่งแชมเปญ และ

ภารกิจลับของกลุ่มอัศวินไนต์ส เทมปลาร์ Knights Templar

ฮิวจ์ส แห่ง เปยังส์ กับอัศวินทั้ง 8 เดินทางกลับเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 1119 และเข้าเฝ้ากษัตริย์บาลด์วินที่ ๑ (King Baldwin 1) แห่งเยรูซาเล็ม เพื่อขอก่อตั้งกลุ่มอัศวินเพื่อทําภารกิจให้การอารักขาเหล่านักแสวงบุญชาวคริสต์ระหว่างการเดินทางมายังเยรูซาเล็ม ซึ่งบาลด์วินที่ 1 ก็อนุญาต และได้มอบสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณพระราชวังของพระองค์ใช้เป็นที่พักของเหล่าอัศวินกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ใกล้กับสุเหล่าอัล-อักซา และโดมแห่งศิลาบนภูเขาวิหารมาก อันที่จริงสิ่งนี้เป็นความประสงค์ของฮิวก์ส

ตำนานของ Knights Templar อัศวินแห่งวิหารโซโลมอน

กล่าวถึงเรื่องราวของอัศวินเร้นลับและชวนฉงนจนถูกกล่าวขานกันมากที่สุดก็คือกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า ไนต์ส เทมปลาร์ (Knights Templar) คําว่า “เทมปลาร์ (Templar)” นี้มีความหมายเดียวกันกับคําว่า “เทมเปิล (Temple)” แปลว่า “วิหาร” มาจากชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตัวเองว่า “อัศวินผู้ยากไร้แห่งพระคริสต์และวิหารแห่งโซโลมอน (The Poor Knights of Christ and the

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 3

อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งมีการเสนอขึ้นมาก็คือการทําให้เกิดรูปภาพโดยใช้แสงอาทิตย์แผดเผาให้เกิดเป็นร่องรอยและโครงร่างของสิ่งต่างๆบนผืนผ้า ทฤษฎีนี้ถูกเสนอโดย นาธาน วิลสัน (Nathan Wilson) ซึ่งมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนนิว เซนต์ แอนดรูว์ (New St. Andrew School) วิลสันทดลองวิธีการดังกล่าวโดยนําเอาวัตถุบางอย่างไปทาบกับผืนผ้าลินิน แล้วปล่อยให้แสงแดดแผดเผาผ่านแผ่นกระจกเพื่อเพิ่มความร้อนเป็นเวลานาน 10 วัน เมื่อนําวัตถุออกจากผืนผ้าก็จะเกิดเป็นรูปร่างของวัตถุที่ทาบไว้ถ่ายลงบนผืนผ้า โดยสามารถเห็นรายละเอียดของวัตถุนั้นเป็นภาพรางๆติดอยู่ด้วย เขาจึงเรียกวิธีการนี้ว่า “การวาดภาพด้วยแสงอาทิตย์” (อ่าน

เรื่องลึกลับของตำนานผ้าห่อพระศพ และพระพักตร์พระเยซูที่เมืองตูริน ตอนที่ 2

นอกจากนี้ทางคณะสเติร์ปยังพยายามจะศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการที่คนในยุคนั้นนํามาใช้ในการสร้างภาพให้ปรากฏขึ้นบนผ้าห่อพระศพผืนนี้ให้ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่สามารถค้นพบวิธีการใดที่เป็นไปได้ จนกระทั่งในอีกเกือบ 10 ปีต่อมา ข้อสรุปของทีมสเติร์ปก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์มากยิ่งขึ้นอีก เมื่อมีคณะทํางานอีกชุดหนึ่งเข้ามาทําการสานต่องานของสเติร์ปในปี ค.ศ. 1988 คณะทํางานชุดนี้เป็นการรวมตัวของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) มหาวิทยาลัยแห่งอริโซนา (University of Arizona) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส (Swiss